:: DEVIL WRITER ::
ผู้ตั้ง ข้อความ
<  Fic แปล  ~  BeiJing Story aka. LanYu ชาตินี้ชาติไหน...รักนายคนเดียว
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 5:54 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

วันนี้ผมแปลนิยายเรื่อง เป่ยจิง สตอร์รี่ หรือว่า หล่านยู๋ หรือว่าหล่านอี้ (แต่ในเรื่องผมแก้เป็นหลานยวี่ตามข้อเสนอแนะของคุณ prettypetite แล้วนะครับ ดูเหตุผลได้ที่ ปล.2 ครับ ) มาให้ลองอ่านกันดูครับเพราะเห็นมีเพื่อนๆ ถามหากันอยู่ บังเอิญว่าไปได้ต้นฉบับอังกฤษมา เลยเอามาแปลดูครับ

โปรดทราบ - เนื่องจากโน๊ตบุ๊คของผมเพิ่งหายไปนะครับ ดังนั้นผมจึงไม่สามารถแปลงานอย่างบุกบั่นได้ ผมจำต้องมาใช้เครื่องที่ศูนย์คอมพ์มหาวิทยาลัยแปล ดังนั้นขอให้โปรดเข้าใจว่าผมไม่สามารถมาอัพทุกวันได้นะครับ แต่ว่าจะพยายามมาอัพตอนใหม่ๆ ให้เร็วที่สุด เพราะว่าผมตั้งใจจะแปลวันละตอนเท่านั้น เพราะต่อหนึ่งตอนมันค่อนข้างยาวมากเลยทีเดียวด้วย

อ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรก็อย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ โพสข้อความทิ้งเอาไว้ได้เลยครับ

เอาเป็นว่าไปอ่านกันเลยดีกว่า


****ปล.**** คนที่จะติดตามอ่านเรื่องนี้ต่อก็แอดหน้านี้เอาไว้เลยนะครับ เพราะว่าเวลาแปลเสร็จในแต่ละตอนแล้ว ผมจะอัพให้อ่านที่หน้านี้เลยครับ จะได้ไม่มั่วเวลาที่หาตอนอ่านนะคร๊าบบบ

****ปล.2**** ป.ล. ผมขออนุญาตเปลี่ยนชื่อของหล่านอี้มาเป็น "หลานหยี่" ตามที่คุณ prettypetite แจ้งวิธีการออกเสียงเอาไว้ด้วยนะครับ คิดว่าเสียงนี้น่าจะมีความถูกต้องและแม่นยำมากกว่าเสียงเดิม เพราะว่าคุณ prettypetite เองก็ผันมากจากภาษาจีนใช่ไหมครับ แล้วมันก็ใกล้เคียงกับที่หลานหยี่เรียกตัวเองในหนังตามที่คุณ Rdfaiz ว่าไว้ด้วย ยังไงก็ขอบคุณสองท่านนี้ และท่านอื่นๆ มากๆ นะครับสำหรับกำลังใจ คำติชม และข้อเสนอเพื่อความถูกต้องมากขึ้นของการแปลครับ

ปล. 3 มีเพื่อนๆ บางคน PM. มาบอกว่าถ้าอัพเพิ่มแล้วให้ช่วยแจ้งไปด้วย ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจัดให้ แล้วก็บางคนที่ PM มาบอกว่าเอาลิงค์ไปแปะที่อื่นไว้ให้นี่ก็ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้เลยนะครับ อ่าน PM ที่ส่งเข้ามา + กับเมนท์ในนี้แล้วมีกำลังใจขึ้นเป็นกองเลย จะรีบแปลมาให้อ่านกันต่อนะครับ

ในที่สุดก็หาปกนิยายเรื่อง BeiJing Story ได้สักที อิอิ คลิ๊กไปดูที่ลิงค์ได้เลยครับ
http://www.deviltest.th.gs/web-d/eviltest/Beijing%20Story.jpg

ส่วนนี่เป็นรายละเอียดของหนังสือนิยายเรื่องนี้ครับ (พวกชื่อสำนักพิมพ์ ชื่อผู้เขียน ปีที่พิมพ์ ชื่อหนังสือต้นฉบับ อะไรพวกนี้อะครับ)
http://www.deviltest.th.gs/web-d/eviltest/untitled.JPG

ส่วนนี่เป็นลิงค์ของโปสเตอร์ฉบับหนังครับ (เอามาให้ดูแบบเดียวนะ ถ้าอยากดูรูปเยอะๆ ก็ใช้ google หาที่รูปพิมพ์ว่า Lan Yu ครับ)
http://lanyu.gstage.com/images/wallpaper1.jpg


หมายเหตุ :: มีทั้งหมด 31 ตอน และ 1 บทส่งท้าย
ตอนที่ 1 ลงวันที่ 10/08/06
ตอนที่ 2 ลงวันที่ 11/08/06
ตอนที่ 3 ลงวันที่ 12/08/06
ตอนที่ 4 ลงวันที่ 14/08/06
ตอนที่ 5 ลงวันที่ 17/08/06
ตอนที่ 6 ลงวันที่ 20/08/06


แก้ไขล่าสุดโดย Aekio เมื่อ Mon Aug 21, 2006 6:44 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 5:56 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

BeiJing Story aka. LanYu ชาตินี้ชาติไหน...รักนายคนเดียว

ลิงค์ฉบับอังกฤษ http://www.joygiftshop.com.hk/beijing_story.html

เรื่องนี้ถ่ายทอดต่อมาจากภาษาอังกฤษทั้งหมด ไม่ได้แต่งเติมหรือแก้ไขเนื้อหาเองแต่อย่างใด หากผิดพลาดประการใดขออภัยไว้นะที่นี่ด้วย (อายุและประสบการณ์ยังน้อย เพิ่ง 20 ปีครับ ถ้าผิดพลาดอะไรหวังว่าคงให้อภัยนะครับ)

*************

เกริ่นเรื่อง

ปี 1988 Chen Handong, ตัวเอกที่เป็นเสือไบ ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของนักการเมืองอาวุโส ระลึกถึงเกมพิศวาสสมัยที่ยังหนุ่ม และสัมพันธ์รักกับหนุ่มน้อยที่ชื่อ หลานยวี่ ในช่วงก่อนสงความโลกครั้งที่ 2

ขอขอบคุณ คุณ prettypetite สำหรับบทเกริ่นเรื่องนี้ และผมขออนุญาตเอามาแปะไว้ข้างบนนี้เพื่อให้คนที่เพิ่งเข้ามาอ่านใหม่ได้อ่านกันนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับผม

----------------------------------------------

ตอนที่ 1

ผ่านมาสามปีแล้ว สามปีที่เขายังคงหวงกลับมาในความฝันของผมอยู่ทุกคืน และทุกๆ ครั้งผมเป็นต้องประหลาดใจคละเคล้าไปกับความปิติยินดี "นายตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? หรือว่าไม่?" สามปีผ่านไปจนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังคงฝันเดิมๆ นี้ แต่จะต่างกันก็ตรงที่ตอนนี้ผมจะย้ำกับตัวเองในความฝันเสมอว่ามันเป็นเพียงแค่ฝัน - จนกระทั่งตื่นขึ้นมา

อากาศในแวนคูเวอร์ช่างสบายเหลือเกิน ต่างกับปักกิ่งที่ถ้าไม่มีพายุหิมะกระหน่ำลงมาเป็นบ้าเป็นหลังก็ต้องร้อนระอุละคนอบอ้าว แต่ที่นี่มักจะมีสายลมเย็นสบายพัดผ่านภายใต้แสงอาทิตย์ส่องไหวอยู่เป็นประจำ ในแต่ละวัน ผมจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสับสนและฉงนว่า "นี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน?" เมื่อใดก็ตามที่ผมมองดูใบเมเปิลส่ายไหวเคล้าคลอสายลมพลางเบนสายตาไปที่ภรรยาสาวรูปงามคนใหม่ที่อยู่เคียงข้างผม ผมเป็นต้องสะอื้นไห้เบาๆ แล้วเอนหลังนอน ปล่อยตัวเองกลับสู่ห้วงความทรงจำในความฝันของผม

ผมเคยเป็นเพลย์บอยมาก่อน แต่ก็เป็นประเภทที่มีการศึกษานะ พ่อของผมเป็นนักการเมืองอาวุโสในประเทศจีน หลังจากเรียนจบมัธยมปลายผมก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเพื่อศึกษาต่อในสาขาวรรณกรรมจีน ในช่วงปีที่สองของการศึกษา ผมก็เปิดบริษัทขนาดกลางขึ้นโดยมีเจ้าคำถามมากมายเป็นเพื่อนรายล้อมรอบตัว หลังจากเรียนจบผมก็กู้เงินราษฎร์มาซื้อที่ขนาดใหญ่เพื่อเปิดบริษัทค้าขายของตัวเอง ทำทุกกิจการที่มองเห็นลู่ทางในการทำเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อกับชาติตะวันตกซึ่งเคยเป็นที่นิยมเมื่อสองสามปีก่อน ห้าปีต่อมา ด้วยความช่วยเหลือของคนเก่าคนแก่ของผม ผมก็ตัดสินใจที่จะก่อร่างสร้างบริษัทของตนให้กลายเป็นธุรกิจพันล้าน ซึ่งในตอนนั้นผมอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น

ในตอนนั้นผมยังไม่เคยคิดถึงเรื่องการแต่งงานเลย หรือแม้แต่คู่นอนของผมก็ยังไม่มี ที่ผมพูดว่าคู่นอนโดยไม่ได้ระบุเพศนั้นก็เพราะว่าผมหมายรวมถึงทั้งหญิงและชาย ผมเริ่มลองคบค้าสมาคมกับผู้หญิงในตอนที่ผมยังเรียนอยู่ปีหนึ่งและยังจำเธอคนแรกที่ผมพาขึ้นเตียงด้วยได้อย่างขึ้นใจ เธอเป็นสาวสวยรุ่นพี่ปีสองในชั้นเรียนของผม ตาของเธอไม่โตมากนักแต่ขนตาดำยาวและร่างสูง จมูกเล็กๆ ของเธอผมก็เคยขบมาแล้ว ยามเธอหัวเราะ ลักยิ้มของเธอก็จะปรากฎออกมา ครั้งแรกของเราทั้งคู่นั้นเริ่มขึ้นที่ห้องนอนในอพาร์ทเมนท์ของผมเอง

เราต่างก็โดดเรียนกันมาในวันนั้น ผมพยายามหาข้ออ้างเพื่อไสเพื่อนร่วมห้องผมออกไปข้างนอกแล้วพาเธอเข้ามาในอพาร์ทเมนท์แทน เธอดูค่อนข้างตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยเลย เราเริ่มด้วยการจูบกันอย่างไม่ละปาก จากนั้นผมก็พยายามล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อผ้าของเธอซึ่งเธอเองไม่มีท่าว่าไม่พอใจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เธอกลับเอาแต่จูบกับผมอย่างดูดดื่มเมามัน ผมคลึงหน้าอกเธอด้วยมือทั้งสองข้างของผมทำให้เธอหน้าบึ้งตึงแล้วผลักตัวผมออกพลางบ่นพึมพำ "อย่านะ" ใจผมเต้นระรัวจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างถาวร คำปฎิเสธของเธอเหมือนจะยิ่งต่อเติมเชื้อเพลิงราคะให้ผม ผมยังพูดว่า "ฉันรักเธอนะ ฉันสัญญาว่าฉันจะแต่งงานกับเธอ" และอะไรเส็งเคร็งแบบนั้นออกไปด้วย ผมเร่งปลดเปลื้องอาภรณ์ของเธอแล้วดึงเพียงแค่กางเกงของตัวเองลงจากนั้นก็ยกขาของเธอขึ้นแล้วพยายามสอดใส่เจ้าโลกของผมเข้าไป ผมพยายามอยู่อย่างนั้นสามถึงสี่ครั้งโดยไม่ได้ทำอะไรคืบหน้าไปกว่านั้นเลยจนในที่สุดเธอก็ต้องยื่นมือมาช่วยผมด้วยการใช้มือของเธอควานหาช่องเข้าให้ผม น่าขายหน้าชะมัดที่เพียงแค่ได้เข้าไปผมก็หลั่งออกมาก่อนที่จะรู้เสียด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อไป เธอร้องลั่น ผมไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าทีี่เธอร้องนั้นเป็นเพราะว่าเธอสุขหรือทุกข์กันแน่ สงสัยบางครั้งผู้หญิงทุกคนคงร้องเมื่อมีอะไรเป็นครั้งแรกแบบนี้มั้ง

จนในที่สุดเมื่อผมโตขึ้น มีประสบการณ์เยอะขึ้น ผมก็ค้นพบว่าจริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนแรกของเธอแต่อย่างใด บางครั้งอาจไม่ใช่แม้แต่เป็นคนที่สามหรือสี่เลยเสียด้วยซ้ำ ในตอนนั้นผมเปลี่ยนแฟนสาวเป็นว่าเล่น การที่จะหาผู้หญิงให้ตัวเองนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับผม แต่ปัญหาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ว่าผมจะทนพวกเธอได้อย่างไรต่างหาก ลึกๆ แล้วผมรู้สึกขยะแขยงเสียด้วยซ้ำ เธอพวกนั้นชอบสร้างปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์จงรักภักดีให้กับผมและคอยพร่ำว่าจะไม่ยอมแต่งงานกับใครคนอื่นนอกจากผม ในที่สุดมันก็มากเกินจะรับไหวอีกต่อไป เพียงแค่เหล่มองไปทางสาวๆ ผมก็แทบจะไข้ขึ้นแล้ว และในตอนนั้นเอง เพื่อนในแวดวงของผมคนหนึ่งก็ได้แนะนำผมให้รู้จักกับหนุ่มน้อยนักเต้นคาบาเร่ต์ ผมจึงได้ลองเริ่มเกมส์เซ็กซ์ของตัวเองในแบบใหม่ดู

เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ผมคิดสัมพันธ์ด้วย มันผ่านมานานมากแล้วจนผมจำชื่อของเขาไม่ได้แม้ว่าจะพยายามอย่างหนักก็ตาม แต่ผมยังจำรูปพรรณสันฐานของเขาได้เป็นอย่างดี ผิวเขาไม่ขาวไม่ดำ ออกจะหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว ได้ยินมาว่าเขาอายุยี่สิบกว่าปี ถึงจะแก่กว่าผมแต่ก็ดูราวกับเพิ่งอายุสิบแปดหรือสิบเก้าเท่านั้น จะมีตำหนิอย่างเดียวก็ตรงที่เขามี "สิวแตกหนุ่ม" บนหน้าประมาณสองสามเม็ด เราเจอกันครั้งแรกในคาบาเร่ต์ที่เขาทำงานอยู่ ผมเสนอขอเพลงของเขาไปสองครั้ง เขาเป็นคนค่อยข้างพูดเก่งแต่ก็ขี้อายในเวลาเดียวกัน หลังจากเขาเลิกงาน เราก็ไปต่อกันที่บ้านของเขา เขาพูดจ้อไม่หยุดตลอดทางกลับบ้านจนผมแอบรู้สึกเคลิ้มๆ ไป ผมรู้สึกได้เลยว่าเขาเป็นคนช่างคิดและดูเหมือนจะพยายามสอดส่องอากับกริยาตอบสนองของผมตลอดเวลา

บ้านของเขาค่อนข้างดูดีเลยทีเดียว สองห้องนอนซึ่งเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์แต่ก็ยังคงความเรียบร้อยสะอาดสะอ้านทำให้ผมหวนนึกถึงห้องรกๆ ที่แชร์อยู่กับเพื่อนอีกแปดคนและ "หมาหาความเชื่องไม่เจอ" ของผม

"พ่อกับแม่เตรียมเอาไว้ให้เพื่อที่ผมจะได้ใช้สักวันเมื่อผมแต่งงานไป" เขาบอกอย่างขำๆ พลางตามองสำรวจเรือนร่างผม

"ผมต้องไปอาบน้ำล้างเอากลิ่นของพวกคนในคาบาเร่ต์ออกก่อน อยากอาบด้วยกันไหม?" เขาพูดขึ้นอีกครั้ง

"ขอรอดีกว่า" เสียงของผมฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วผมกลับพยายามปิดบังความหวาดกลัวของตนเองต่างหาก

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะยากยิ่งกว่าการพาผู้หญิงขึ้นเตียงเป็นครั้งแรกซ่ะอีก

ไม่นานเขาก็ออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกางเกงในขายาวเพียงตัวเดียว ร่างของเขาดูเป็นสัดส่วนได้รูป ผมสังเกตได้ว่าผมของเขายังแห้งอยู่เลยทำให้รู้สึกได้ว่าเขาเพียงวิ่งไปเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงสองสามวินาทีเท่านั้น เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ นอกจากแค่สวมกอดผมเบาๆ แล้วถอดเสื้อผมออกช้าๆ จากนั้นก็จูบผมทั้งด้านหน้าและด้านหลังลำตัวในขณะที่มือกำลังลูบคลึงอยู่ที่เป้าของผม ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงแต่ก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ

ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมผมถึงยังคงนั่งนิ่งอยู่ได้ ดูเหมือนเขาจะสังเกตเช่นกันจึงหยุดกึกแล้วแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาที่อ่อนโยนและสิ้นหวัง พระเจ้า ผมยังไม่เคยถูกกระตุ้นเช่นนี้มาก่อนเลย เขากระตุ้นเล้าทั้งตัณหาราคะและความรู้สึกของผม เขาเล้าให้ผมรู้สึกรัก ใส่ใจ อยากเอาชนะ และแม้แต่อยากทรมาณก็ด้วย ผมรีบผลักเขาแผ่ลงบนเตียงทันที ปล่อยมือให้เล่นสนุกไปตามเรือนร่างของเขา มันเป็นเรือนร่างของชายหนุ่มที่เหมือนจะแตกได้ง่ายแต่ก็ยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากเรือนร่างของผู้หญิงอย่างสิ้นเชิง เขาช่วยผมถอดกางเกงของผมออก และพอเขาถอดกางเกงในเพื่อปลดปล่อยส่วนหนึ่งของร่างกายผมที่ทั้งใหญ่และคลั่งไปด้วยเลือดออกมาได้แล้ว เขาก็หัวเราะ

"ใหญ่สุดๆ ไปเลยว่าไหม?" เขาพูดแล้วเริ่มโอบมันด้วยปากพาขึ้นๆ ลงๆ

ผมครางระหงิงเสียงดัง ไม่สามารถเปิดตาออกมามองได้เลย นี่มันช่างซาบซ่านเสียจริงๆ ผมเคยขอให้พวกผู้หญิงทำแบบนี้ให้แต่พวกเธอก็ดูเหมือนจะไม่เต็มใจเท่าไรนัก บ้างก็หยุดหลังจากโลมเลียขึ้นลงไปได้แค่ครั้งสองครั้ง หรือไม่ฟันของพวกเธอก็ขูดเข้ากับตัวกระบอกปืนของผม เขายังคงสอยคันศรของผมขึ้นๆ ลงๆ พลางเล่นกับอวัยวะเพศด้วยมือของตัวเอง

"จะออกแล้ว" ผมอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา

เขาถอนปากออกแต่ยังคงรูดของสำคัญของเราทั้งคู่ขึ้นๆ ลงๆ ด้วยมือ ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป น้ำรักของผมทะลักพราก มันไม่เคยจะน่าหวงแหนมาก่อนเลย -- ไม่แม้แต่จะสำคัญต่อส่วนใดๆ ของผมเลย สำหรับผมแล้ว น้ำนั่นมีก็เพื่อความสำราญเท่านั้น

หลังจากเรียกสติสตังของตัวเองกลับมาได้แล้วผมก็สังเกตได้ว่าพ่อนักรบของเขายังคงยืดอกอยู่อย่างสง่างาม ถึงผมจะรู้สึกละอายที่เห็นเช่นนั้น แต่ผมก็ไม่อยากจะอมของเขาเข้าไปในปาก เขาเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจมากนักเช่นกัน เขาจับมือข้างหนึ่งของผมมาวางไว้บนนักรบของเขาอย่างทะนุถนอมในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งเคลื่อนไปที่ก้นของตัวเองแล้วล้วงคลึงมันเบาๆ เขาเริ่มตื่นตัว กล้ามเนื้อของเขาดูราวกับกำลังจะฉีกออกจากกัน เขาร้องครางออกมาอย่างกับผู้หญิง ผมช่วยคลึงบริเวรรูทวารของเขาด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ร่างเขาแข็งทื่ออย่างรวดเร็ว เขาครางระริกแล้วร้องออกมาเสียงดังจนกระทั้งน้ำกามพรั่งพรู

หลังจากเราทั้งคู่เสร็จกามกิจ เขาก็บอกผมว่าผมเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดเท่าที่เขาเคยผ่านมา และถึงแม้ว่า "เพื่อนคนอื่นๆ" ของเขาจะเก่งกาจทางด้านเทคนิค แต่เขากลับสนุกกับผมมากที่สุด ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่คำชมของเขาไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขเลย ผมรู้สึกเหมือนกับว่า "เธอคนเก่า" และ "เขาคนเก่า" ของผมป่าเถื่อนกับความบริสุทธิ์ของผมเกินไป นั่นทำให้ผมคิดได้ว่าผมต้องเริ่มหาทางแก้หน้าให้กับตนเอง ผมจะต้องฝึกฝนให้มากขึ้น และเพราะความคิดที่จะต้องฝึกฝนให้มากขึ้นประกอบกับเงินของผมที่นับวันจะยิ่งงอกงามขึ้นเรื่อยๆ นี้ทำให้ผมได้เล่นอะไรสกปรกๆ กับ "ของเล่น" ของผมมากมาย จนกระทั่งผมได้พบกับหลานยวี่


**********************

อย่างที่ผมเคยพูดเอาไว้ว่าตัวผมนั้นทั้งรวยและโด่งดังตั้งแต่ยังอายุเพียงแค่ยี่สิบเจ็ดเท่านั้น และนั่นทำให้ผมรู้สึกผยอง นอกเหนือจากการอุทิศตัวเพื่อธุรกิจของผมแล้ว ผมก็ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดไปกับบรรดาเพื่อนฝูงและคู่รักสารพัดของผม เช้าวันนั้นผมเพิ่งเสร็จจากการติดต่อธุรกิจที่ผ่านไปได้สวย พอตกบ่ายผมก็คิดเรื่อยเปื่อยไปว่าเย็นนี้พอหลิวซิงมาจะทำอะไรดี เขาเป็นผู้รักษาการแทนผู้จัดการแผนกบุคคลในที่ทำงานผมซึ่งเราต่างก็เป็น "เศรษฐีใหม่" ด้วยกันทั้งคู่

"เฮ้ ฉันว่าวันนี้ลูกค้ารัสเซียดูเหมือนจะไม่ได้เดินออกจากที่นี่ไปอย่างมีความสุขนักนะ" เขาหัวเราะร่าในขณะที่เดินเข้ามา

"มันต้องการจะเล่นแง่เอาเปรียบฉัน ฉันเลยมีทางเลือกให้มันแค่จะรับข้อเสนอเราหรือเชิญกลับไปได้เท่านั้นละ อย่างมันน่ะคนละชั้นกับพวกเรา เออ คืนนี้ไปโยนโบว์กันที่ "คาพิตอล" ดีไหมเพื่อน แกจะไปด้วยใช่ไหม?" ผมถามอย่างไม่ต้องกังวลเลย

"แกไม่ชวนเซเหมยด้วยรึไง? เมื่อเช้านี้เธอเพิ่งโทรมาฝากความคิดถึงถึงแกว่ะ"

"ลืมมันไปซ่ะ ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์ให้เธอว่ะ ส่งเงินก้อนงามไปให้เธอซ่ะ จะได้เลิกโทรหาฉันตลอดเวลาสักที"

"อะฮ่า รำคาญเธออีกแล้วละสิท่า?" หลิวซิงหัวเราะเล็กน้อย "ทีนี้จะเข้าเรื่องสำคัญละนะ เมื่อสองวันก่อนฉันพบเด็กหนุ่มคนนึงที่ถนนหลัก เขาเป็นเด็กนักเรียนที่เพิ่งได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง ท่าทางจะสอยมาได้ง่ายๆ เลยนะ สนใจไหม?"

"เดี๋ยวก่อนนะเพื่อน ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์ให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเลยว่ะ แกออกไปมั่วกับพวกคนที่แกไม่เคยรู้จักเลยสักนิดอยู่บ่อยๆ แบบนั้นได้ไงกันวะ? พวกมันสะอาดงั้นเหรอ? ดูออกจะขี้โรคกันทั้งนั้น" ผมพูดพลางหัวเราะ

"โคตรพ่อโคตรแม่บริสุทธิ์ผุดผ่องแน่นอนวะ อันที่จริงหมอนั่นไม่ใช่คนในวงการนี้ เขาก็แค่เด็กที่เพิ่งย่างเข้าสู่อายุสิบหกแล้วก็ได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย ฉันเดาว่าเขาคงกำลังเจอปัญหาเรื่องเงินละ เขาไม่ใช่คนที่จะเต็มใจอยากจะพูดอะไรมากนักแต่ยังไงซ่ะเขาก็ต้องการเงินอยู่ดี"

"บางครั้งอาจเป็นพวกกรรมกรก็ได้ หรืออาจเป็นพวกใช้แรงงานจากจังหวัดอื่น ทุกวันนี้ปักกิ่งก็มีพวกนี้อยู่เต็มไปหมด"

หลิวซิงไม่ได้เถียงผมต่อ แต่กลับพูดถึงล่ามแปลภาษารัสเซียที่เพิ่งจ้างมาใหม่ที่ดูไม่ค่อยจะซื่อสัตย์สักเท่าไหร่นัก หลิวซิงอายุมากกว่าผมสองปีแต่เราสองคนก็เรียนจบมาในปีเดียวกัน เราเคยเรียนห้องเดียวกันตั้งแต่ประถมยันมัธยม หลังจากนั้นเราสองคนก็ไปเรียนต่อมัธยมปลายที่เดียวกันแต่คนละห้อง ผมเลือกที่จะเรียนวรรณกรรมส่วนเขานั้นเลือกเรียนฟิสิกส์ ตอนที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น หมอนี่โชคไม่ดีนักที่สอบผ่านเพียงแค่มหาวิทยาลัยครูในท้องถิ่น หลังจากเรียนจบ เขาไม่ได้ตั้งความหวังไว้ว่าอยากจะไปเป็นครูจนๆ สอนมัธยมปลาย ดังนั้นเขาจึงมาหาผมเพื่อของาน แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่จะสามารถเพิกเฉยต่อเพื่อนเก่าได้ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ต้องการนักวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด แต่ผมก็รับเขาเข้ามาทำงานในหน้าที่ผู้รักษาการแทนผู้จัดการแผนกบุคคล งานของเขาไม่มีข้อกำหนดที่ตายตัวว่าต้องทำอะไรบ้าง เพียงแค่จับตามองพวกหัวแข็งเอาไว้ แล้วก็อย่าไปริษยาคนอื่นเข้า แต่นอกจากที่เขาจะทำสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว เขากลับยังสามารถยอมรับประเพณีที่ผมเป็นคนขีดขึ้นมาได้ด้วย

"เอาล่ะ หมดเรื่องคุยละ ฉันจะไปหาแกที่ "คาพิตอล" คืนนี้นะ" หลิวซิงพูดแล้วเตรียมเดินออกไป

"เอิ่มมม ถ้าแกคิดว่าเด็กคนนั้นเจ๋งจริงละก็ พาเขามาด้วยละกัน"

"ได้เลยเพื่อน" หลิวซิงหัวเราะอีกครั้ง

"แล้วแกจะบอกเด็กนั่นว่าไงวะ?"

"แค่บอกว่าเขาจะมีโอกาสได้เป็นเพื่อนกับท่านประธานชาน แต่ยังไงเสียฉันจะแอบใบ้เอาไว้ว่า พร้อมเงินหนึ่งพันหยวน"

"ราคาถูกจังแฮะ! หมอนั่นต้องสะอาดจริงๆ นะ"

"ทำตัวให้สบายเถอะเพื่อน บริสุทธิ์ผุดผ่องแน่นอน สิ่งเดียวที่เขาอาจกังวลก็คือเรื่องที่ว่าแกนะมันไม่สะอาดแล้วต่างหาก"

"ไอ้เปรตนี่!" ผมหัวเราะ

----------------------------------

จบตอนที่ 1


แก้ไขล่าสุดโดย Aekio เมื่อ Thu Aug 17, 2006 6:16 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 5:58 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

ตอนที่ 2

ผมชอบลานโบว์ลิ่งที่ “คาพิตอล” นี่เสมอเลย มันกว้างใหญ่และไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ผู้คนจะพรุกพล่าน ที่สำคัญนะ ยากมากที่จะเดินชนกับพวกลูกค้าไร้ระดับที่นี่ ผมโทรหาไหว่เกากับพี่เชียง พี่เชียงเป็นผู้หญิงที่กว้างขวางและเราทั้งคู่ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี เธอสังเกตได้ว่าผมเอาแต่ชำเลืองมองไปที่ประตูจึงถามขึ้น

“กำลังรอใครอยู่เหรอ?”

“หลิวซิงกับลูกของพี่ใหญ่ที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่งน่ะครับ เด็กคนนั้นมาที่ปักกิ่งเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย”

“แบกรับความรับผิดชอบไว้กับตัวเองมากไปแล้วมั้ง” เธอหัวเราะ

หลิวซิงมาถึงตอนประมาณหกโมงเย็นหรือทุ่มนึงนี่แหละโดยมีเด็กหนุ่มเดินตามหลังมาด้วย มองจากไกลๆ นี้ผมสามารถบอกได้ว่าเด็กคนนั้นไม่สูงและดูโดดเด่นอะไรเลยซึ่งนั่นทำให้ผมผิดหวังทันทีพร้อมทั้งกล่นสาปแช่งไอ้เจ้าหลิวซิงเบาๆ

“พี่เชียงครับ หวัดดีไหว่เกา” หลิวซิงทักทายทุกคน

เด็กหนุ่มคนนั้นยืนห่างออกไปค่อนข้างมากพลางจับจ้องไปที่หลิวซิงตลอดเวลา

“รู้จักกับท่านประธานชานไว้สิ” หลิวซิงหันหน้ากลับแล้วแนะนำผมต่อเด็กหนุ่ม “ส่วนนี่หลานยวี่ นามสกุลของเขาคือหลาน ชื่อเขาไม่ค่อยมีตัวอักษรสักเท่าไหร่นักหรอก”

“หวัดดี” ผมยิ้มแล้วยื่นมือออกไป

“สวัสดีครับ” หลานยวี่จับมือผมอย่างประหม่า

เขาชายตาขึ้นมามองผมในขณะที่เราจับมือกันซึ่งสายตาคู่นั้นของเขาจะยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผมจนกว่าผมจะจากโลกนี้ไป ดวงตาสุขสว่างที่กลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไม่มั่นคงและสงสัย เขาไม่ได้ยิ้มแย้ม อันที่จริงรอยยิ้นอันน่าชื่นใจบนใบหน้าของเขาไม่ค่อยมีให้ผมได้เห็นบ่อยนัก เขาอาจไม่ใช่คนที่มีผิวขาวแต่ก็ดูสะอาด บนใบหน้าของเขาไม่มีตำหนิใดๆ ให้เห็น ส่วนประกอบอื่นๆ ของเขาช่างดูดีเหลือเกิน จมูกตั้งเชิดพร้อมกับริมฝีปากที่ประกบเข้าหากันสนิทแน่นราวกับว่ารูปหน้านี้ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะในทันที นี่เป็นแรงกระตุ้นที่ผมไม่ได้รู้สึกมาเป็นเวลานาน

แต่ตอนนี้ผมไม่ใช่เด็กไม่รู้ประสีประสาอีกต่อไป ผมเร่งหลบสายตาของเขาแล้วเปลี่ยนวิถีไปมองพี่เชียงและเหล่าเพื่อนฝูงที่กำลังเล่นโบว์ลิ่งอยู่กับเธอแล้วถามขึ้นอย่างเรื่อยเปื่อย

“ชอบโยนโบว์ไหม?”

“ผมไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามันเล่นยังไง” สำเนียงของเขาเหมือนคนจากทางเหนือเลย

“นายมาจากภาคเหนืองั้นเหรอ?”

“ครับ”

“เขาคงยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยมั้งเพื่อน” หลิวซิงกระซิบผม

“ดี...ฉันเองก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยเหมือนกัน” ผมหันหน้าไปบอกคนอื่นๆ “ผมต้องพาหลานไปทานข้าวเย็นก่อนนะครับ ไม่อยากจะให้พี่ใหญ่ตำหนิที่ไม่ดูแลหลานของตัวเองให้ดี”

“ฉันรอนี่ก็แล้วกัน ไปหาอะไรสนุกๆ ทำเถอะไป”

ผมรู้สึกได้ถึงคำใบ้อะไรบางอย่างจากสิ่งที่พี่เชียงพูด แต่ผมไม่สนใจหรอก

เราขับรถไปที่ “ภัตตาคารเซียงเกา” เพราะว่าผมได้จองโต๊ะห้องวีไอพีของที่นั่นเอาไว้แล้ว

โซนอาหารจีนของ “เซียงเกา” ดูกว้างใหญ่และสว่างสดใสไปด้วยการประดับตกแต่งอย่างเก๋ไก๋ แต่ตรงส่วนของชามกวางตุ้งกลับดูไม่ค่อยสวยนัก แต่ก็ยังสวยกว่าชามของอิตาลีและฝรั่งเศสละ

“นายอายุเท่าไหร่แล้วเหรอ?” เราแทบไม่ได้พูดกันระหว่างทางเลย และผมเองก็เพิ่งจะเริ่มถามเขาตอนที่เรามานั่งบนเก้าอี้ในภัตตาคารแล้ว

“สิบหกย่างสิบเจ็ดครับ”

“ทำไมถึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเร็วนักล่ะ? ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าตอนที่ฉันเข้ามหาวิทยาลัยนั่นก็ปาเข้าไปจะสิบเก้าแล้ว”

“ผมเริ่มเรียนเร็วกว่ากำหนดหนึ่งปีแล้วก็ได้เลื่อนชั้นอีกหนึ่งครั้ง” เขายังคงไม่มีวี่แววว่าจะยิ้ม แต่ตาของเขากลับจ้องมาที่ผมอยู่ตลอดเวลาที่เขาพูดเหมือนกับเขากำลังเกรงใจผม ดวงตาโศกเศร้าของเขาทำให้ผมแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ ในสมองโลดแล่นแต่ภาพความสวยงามของการได้โอบเขาลงบนเตียง

“คุ้นเคยกับปักกิ่งแล้วยัง?” ผมพูดเร็วจนเสียงคำว่าคุ้นเคยผสมกัน

“เอ่อ?” เขาหน้าแดงนิดๆ ผมรู้เลยว่าเขามีปัญหากับการพยายามเข้าใจในสำเนียงจีนกลางของผม

ผมหัวเราะ “ตอนที่ฉันมาปักกิ่งเป็นครั้งแรกก็จับความสิ่งที่พวกเขาพูดไม่ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกับพวกผู้ชายในปักกิ่งนี่ พวกเขาพูดพร้อมกับลิ้นที่กวัดแกว่งไปทุกองศา น่าเกลียดชะมัดยาดเลย” ผมแอบยืมคำที่ฝางเจียน เพื่อนร่วมห้องสมัยมหาวิทยาลัยของผมพูดไว้มาใช้

ริมฝีปากของเขาเคลื่อนช้าๆ จนแปลเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่ค่อยจะแน่ใจ

เขาจัดการข้าวสองถ้วยเสร็จโดยไม่ได้แม้แต่จะเตะต้องจานกับข้าวเลย นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องหิวเอามากๆ แน่นอน

“เรียนสถาปัตย์งั้นเหรอ? เจ๋งนี่หว่า ต่อไปนายรวยแน่ ฉันเองก็เคยมีเพื่อนที่เรียนสถาปัตย์อยู่สองคน เจ้าสองคนนั่นเริ่มวาดรูปออกแบบตั้งแต่ยังอยู่ปีสามจนรวยล้นสร้างความอิจฉาตาร้อนให้พวกเราที่เรียนวรรณกรรมได้จนตัวเราเขียวไปเลยละ” ผมพูดกับเขาในขณะที่เราทั้งคู่กำลังเดินออกจากภัตตาคาร

“แล้วจะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไหนเหรอ?” ผมถามขึ้นอีกครั้ง

เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่ตากลับจ้องไปที่ประตูลิฟอย่างแน่วแน่ ผมตกใจนิดหน่อย เขาทำเหมือนกับไม่อยากจะตอบคำถามของผม แล้วนี่สิ่งที่เขาเคยพูดมาทั้งหมดจะเชื่อได้ไหมนะ? จากประสบการณ์แล้ว ผมกล้าพูดเลยว่าไม่

เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อในลิฟ มันทำให้ผมหวนนึกไปถึงตอนที่ผมพาสาวจากสถาบันภาษาต่างประเทศมาเมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา เธอไม่ได้บริสุทธิ์แต่ก็ยังใหม่อยู่สำหรับอาชีพสาวบริการ ผมไม่ได้ขาดประสบการณ์กับพวกขายตัวหรอกนะ แต่นี่เป็นครั้งแรกของผมในการซื้อเด็กหนุ่มคนหนึ่งด้วยเงิน

แล้วผมก็พุ่งเป้าไปที่เครื่องแต่งกายของเขา เขาใส่กางเกงสีน้ำเงินเข้มซึ่งเข้ากันได้ดีกับเสื้อทีเชิร์ตคอปกสีขาวของเขา มันดูเรียบง่าย แต่สะอาดสะอ้าน จะมีก็แต่กางเกงของเขาที่ดูจะสั้นเกินไปและผ่านการใช้งานมานาน ผมก็ยังพบอีกว่าเขาเองก็กำลังสำรวจผมอยู่เช่นกัน แต่ทำอย่างไม่หวือหวาและออกนอกหน้าจนเสียมารยาท

เมื่อเข้ามาถึงในห้อง เขายิ่งดูระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เขายืนปักหลักอยู่ที่ประตูโดยที่ไม่ยอมเคลื่อนตัวไปไหน

“คิดว่าเป็นบ้านตัวเองแล้วกัน ทำตัวตามสบายนะ นี่เป็นห้องชุด ด้านนอกจะเป็นห้องนั่งเล่นและห้องรับแขก ส่วนด้านในเป็นห้องนอน”

หลานยวี่ยังคงยืนนิ่งใกล้ประตู

ผมถลาตัวไปที่โทรทัศน์แล้วไหลกลับมาส่งรีโมทให้เขาราวกับตัวเองเป็นของเหลว

“ดูทีวีไปก่อนแล้วกัน มีอะไรให้ดูเพียบเลยในช่องเคเบิล” ผมหยุดยืนมองเขาชั่วครู่

“งั้นก็ไม่เป็นไร ลืมๆ ไปซ่ะถ้านายไม่อยากดู ฉันจะไม่บังคับให้ใครต้องฝืนใจทำอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะกิน จะพูด หรือจะให้คบหากันเป็นเพื่อนก็เช่นกัน” ผมยิ้ม

เขารีบรับรีโมทไป สายตากังวลของเขามองผ่านมาที่หน้าผมแป๊ปก่อนที่จะรีบหันหลบไปอย่างรวดเร็ว

“ผม – ผมจะดูทีวี”

“ทำในสิ่งที่อยากทำก็แล้วกัน ตลอดบ่ายนี้ฉันวิ่งไปโน่นมานี่ไม่ได้หยุดจนตอนนี้ฉันต้องอาบน้ำก่อนแล้วละ” ผมพูดพลางเดินเข้าไปในห้องน้ำ

ช่วงเดือนกรกฎาคมในปักกิ่งทั้งร้อนและอบอ้าวแถมช่วงเวลากลางวันยังยาวกว่าปกติอีกด้วย ตอนนี้ก็สามทุ่มตรงแล้ว บริเวณภายนอกต่างก็ปกคลุมไปด้วยความมืด ผมนั่งอยู่บนโซฟาในชุดคลุมอาบน้ำตามลำพังพร้อมทั้งครุ่นคิดว่าจะทำยังไงให้เด็กหนุ่มคนนี้ยอมตกลงปลงใจเร็วๆ

ตอนนี้เขาอยู่ในห้องน้ำ ผมสั่งเครื่องดื่มมาสองแก้ว เป็นเครื่องดื่มประเภทที่ดื่มง่ายแต่น๊อคเร็ว จากนั้นผมก็เอาวีดีโอโป๊ใส่เข้าไปรอในเครื่องเล่นวีดีโอ ผมจัดทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางเสร็จแล้วก็อดตื่นเต้นกับการรอคอยในครั้งนี้ไม่ได้

เขาเดินออกจากห้องน้ำพร้อมชุดนอนสีฟ้าอ่อนดูหรูหรา (ผมมีชุดคลุมอาบน้ำและชุดนอนยี่ห้อเตรียมไว้สำหรับสถานการณ์เช่นนี้เสมอ) และปอยผมที่เปียกไม่เป็นทรงอยู่ตรงหน้าผากของเขา

“ดื่มหน่อยไหม? เรียกความสดชื่นกลับคืนมา” ผมพูดพลางส่งเครื่องดื่มให้เขา

เขารับเครื่องดื่มไปแต่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป

“นั่งลงสิ”

เขานั่งลงและดูเหมือนจะแอบผ่อนคลายลงเล็กน้อย สาวตะวันตกหน้าตาสะสวยฉายให้เห็นอยู่ในจอโทรทัศน์พร้อมกับร่างที่เปลือยเปิดโดยดุษณี รูสวาทของเธอถูกโลมเลียโดยผู้หญิงอีกคนในขณะที่ตัวเธอเองก็ช่วยคลึงเต้าตัวเองพลางร้องเสียงหลง

ดูเหมือนว่าอะไรบางอย่างจะทำให้เขาตระหนก เขายังคงนั่งนิ่ง พลางกุมแก้วไว้ในมือแน่น ผมรู้ได้ในทันทีว่านี่จะต้องเป็นครั้งแรกที่เขาได้ดูหนังโป๊

“เคยเดทกับผู้หญิงมาก่อนไหม?”

“เคยเดทกับผู้หญิงมาก่อนไหม?” ผมถามย้ำอีกครั้งเพราะเขาไม่ยอมตอบคำถาม

“ไม่ครับ” พิจารณาจากน้ำเสียงของเขาแล้ว ผมบอกได้เลยว่าเขากำลังสมาธิแตกซ่าน

ผมหันไปมองเขาที่ตอนนี้หน้าแดงและดูปั่นป่วนชอบกล ผมวางมือตัวเองลงระหว่างขาตรงเป้ากางเกงเขาแล้วเริ่มเคล้าคลึง ร่างของเขาดูเหมือนจะแข็งทื่อไป พร้อมกับที่ส่วนนั้นของเขาก็แข็งปั๋งขึ้นอย่างกับหิน

ผมปิดโทรทัศน์ นั่นทำให้เขาหันมามองผมด้วยสายตาสับสนและเขินอาย ผมเปลื้องชุดคลุมอาบน้ำของตัวเองออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมันวาว ตาของเขาโลมเล้ามาที่เรือนร่างผม ผมนอนลงแล้วปลดส่วนกลางของกางเกงนอนเขาออกอย่างไม่รีบเร่ง เขากลืนน้ำลายลงคอช้าๆ เจ้าโลกของเขาไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป ร่างกายของเขาก็เหมือนกับร่างของเด็กหนุ่มที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ยังมองเห็นซี่โครงอยู่ข้างลำตัวเรียว ผมเริ่มใช้มือช่วยเขาแล้วปล่อยตัวเขานอนลงบนโซฟาพยายามจ้องตาเขาอยู่ตลอดเวลาในขณะที่เขาเองก็ทำเช่นเดียวกัน ผมเล้าเลียไปทั่วตัวแล้วกอดเขาเอาไว้

“บอกฉันนะถ้านายรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว”

เขาเอาแต่จ้องมองผมโดยไม่พูดอะไร ผมรู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงบริสุทธิ์หรือชายบริสุทธิ์ ครั้งแรกของพวกเขาต้องอ่อนโยนที่สุดเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ลืมครั้งแรกไปตลอดชั่วชีวิต และหลังจากนั้นไปผมไว้ค่อยเล่นบทผู้กองจอมรุกก็ได้

ปากของผมเลื่อนไปประกบปากเขาอย่างแผ่วเบา ลิ้นกวัดแกว่งรอบๆ ริมฝีปาก ปากของเขาปิดแข็งสนิทแต่ไม่นานเขาก็ยอมจูบกับผม ว่ากันตามตรงแล้ว ในตอนนั้นร่างของเขาไม่ได้ยั่วยวนตัณหาของผมเลยแต่กลับเป็นความบริสุทธิ์ผุดผ่องในตัวเขาที่ทำให้อารมณ์ของผมขับเคลื่อนไป บางครั้งอาจเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวผมและความน่าอับอายที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อครั้นอดีต และสิ่งหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือดวงตาของเขา

ผมจูบใบหน้าและลำตัวของเขาอย่างกับคนคลุ้มคลั่งพลางไม่วางมือจากการคลึงคลอลำลึงค์ ถุงอัณฑะ และรอบๆ รูทวารเขา ในที่สุดก็ดูเหมือนเขาพร้อมแล้ว สังเกตได้จากดวงตาเขาที่ปิดสนิทและลมหายใจที่ปล่อยออกมาอย่างหนักแน่น แล้วทันใดนั้นมือของเขาก็พาดขึ้นมากอดบ่าผมไว้ เสียงคร่ำครวญตามแบบผู้ชายเล็ดลอดออกมาจากปากของเขา

แล้วเขาก็ปล่อยน้ำกามออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ตึงเครียด

ผมอยากแอบหัวเราะสียจริง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะไปถึงได้เร็วขนาดนี้

คืนนั้นเราหาความสุขให้กันและกันต่ออีกสองครั้ง ครั้งที่สองผมทำปทุศวาสเขาด้วยปากจนเขาหลั่งกระจายออกมา ส่วนครั้งที่สามเขาเป็นคนทำให้ผมจนเราได้ไปถึงฝั่งฝันพร้อมกัน ผมยังไม่ขอเขาเข้าประตูหลังเพราะว่ามันดูจะเร็วเกินไป

บางครั้งอาจเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรืออาจเป็นเพราะเขายังเด็กหรือเหนื่อยเกินไป เขาจึงเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว พอได้นอนมองใบหน้าอันน่ารักของเด็กหนุ่มตรงหน้านี้แล้วผมก็รู้ตัวทันทีว่าผมติดหนี้อาหารมื้อใหญ่กับเจ้าหลิวซิงซ่ะแล้ว

เช้าวันต่อมาผมตื่นนอนแต่เช้าเพราะตกลงไว้ว่าจะไปพบประธานบริษัทเงินกู้เชียนเซียงเพื่อติดต่อเรื่องเงินกู้จำนวนห้าสิบล้านหยวน ผมไม่ได้ปลุกหลานยวี่ตื่นด้วยเพราะเห็นเขากำลังหลับใหลอยู่ในห้วงนิทราอย่างสงบ ผมเพียงแค่สั่งอาหารเช้าไว้ให้เขาและทิ้งโน้ทไว้ว่าเขาสามารถติดต่อผมผ่านทางหลิวซิงได้ตลอดหากต้องการความช่วยเหลือ และบอกให้เขาไปได้เลยหลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ผมทิ้งเงินสองพันหยวนเอาไว้ซึ่งมากกว่าที่ตกลงไว้ในตอนแรกพันหยวน ผมยังแอบคิดที่จะให้เขาถึงสามพันแต่ก็ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งเพราะกลัวว่าเขาจะเรียกมากเกินไปในครั้งต่อไปซึ่งมันคงยากสำหรับผมที่จะปฎิเสธ

การขอกู้เงินเป็นไปได้ด้วยดี ผมพาเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งไปเลี้ยงอาหารเที่ยงในขณะที่หลิวซิงโทรเข้ามาหาผม

“ตอนที่แกออกมาเมื่อเช้านี้ เด็กคนนั้นยังนอนอยู่ใช่ไหม?”

“ใช่ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

“ทางโรงแรมติดต่อมาบอกว่ามีเงินจำนวนหนึ่งพันหยวนตั้งอยู่ในห้องพร้อมกับโน้ท”

“โน้ทอะไร?”

“เขาบอกว่าเขาเอาไปแค่หนึ่งพันซึ่งเงินนั่นให้ถือเป็นเงินกู้ แล้วเขาจะชดใช้ให้เมื่อเขามีเงิน เขายังบอกอีกว่าเขาจะติดต่อมาหาแกอีกครั้ง”

ในสมองผมเต็มไปด้วยความคิดต่างๆ นาๆ ชั่วขณะ ไม่รู้ว่าสมควรจะพูดอย่างไรดี

“เอาล่ะ หมดธุระแล้วใช่ไหม ตอนนี้ฉันกำลังยุ่งน่ะ ไว้ค่อยคุยกันพอฉันกลับไปก็แล้วกัน”

ผมปิดโทรศัพท์มือถือ ความคิดหนึ่งคอยตอกย้ำอยู่ที่จิตสำนึกผมว่ามันต้องมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านี้ระหว่างผมกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี่

---------------------

จบตอนที่ 2 ครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Aekio เมื่อ Thu Aug 17, 2006 6:17 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 5:59 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

ตอนที่ 3

เซเหมยเป็นผู้หญิงประเภทสวยลุยงาน เธอมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังมะลอมมะล่อ ในโลกนี้มีผู้หญิงเพียงสองแบบเท่านั้นที่ผมชอบ ถ้าไม่เป็นพวกสาวๆ ในชุดนักเรียนก็ต้องเป็นผู้หญิงอย่างเซเหมยนี่แหละ ผมไม่ชอบแบบนักร้องดารานางแบบอะไรเทือกนั้น พวกเธอต้องการเรียกร้องค่าตัวมากเกินไปทั้งๆ ที่เครื่องในไม่ได้สดสมราคา แถมผู้หญิงพวกนั้นยังดูไร้ชนชั้นสิ้นดี ส่วนผู้ชายนั้นผมชอบประเภทนักดนตรีหรือพวกจิตรกรเพราะพวกนี้ส่วนใหญ่ยังไม่เจนสนามกามารมณ์มากนัก เด็กพวกนี้ถ้าไม่ทำไปเพราะเงินขาดกระเป๋าก็ทำเพื่อปลดปล่อยความหื่นกระหายของตัวเองเท่านั้น ตัวผมยังไม่เคยมีประสบการณ์กับเด็กนักเรียนชายมาก่อนเลย ว่ากันตามตรงแล้วการล่าเด็กผู้ชายนั้นยากกว่าการล่อเด็กผู้หญิงอยู่มากโข ยิ่งถ้าเป็นพวกผู้ชายมีระดับหน่อยละยิ่งยากหนักเข้าไปใหญ่ บางครั้งที่ผมเลือกจะยุ่งกับเด็กชายพวกนี้ก็เพราะสาเหตุนี้นี่แหละ

สิ่งที่ดึงดูดผมมากที่สุดในตัวเซเหมยนั้นไม่ใช่หน้าตาสวยงามหรือความเป็นคนสนุกสนานของเธอแต่อย่างใด หากเป็นสะโพกและบั้นท้ายใหญ่ยักษ์ของเธอต่างหาก บั้นท้ายของเธอนั้นแตกต่างจากผู้หญิงตะวันออกทั่วไปที่แบนเรียบสนิท แก้มก้นของเธอเป็นวงสวยได้รูปแถมผิวของมันก็ยังขาวเนียนเปล่งปลั่งอีกด้วย มันจะตั้งฟิตตลอดเวลาแม้ยามที่เธอเดิน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกเรื่องพวกนี้กับเธอไม่งั้นเธอได้เคลือบแคลงผมแน่ ผมคบกับเธอมามากกว่าหกเดือนแล้ว โดยในแต่ละเดือนผมต้องจ่ายค่าของขวัญ ความจุกจิก และค่าตัวของเธอเป็นเงินแปดถึงเก้าพันหยวน

ยังไม่เข้าสู่เดือนพฤศจิกายนเลยแต่บรรดาต้นไม้ใบหญ้าต่างก็แทบจะพากันโกร๋นใบแล้ว เช้าวันอาทิตย์นั้นผมยังนอนหลับอย่างสงบสุขใต้ผ้าห่ม มือยังคงวางอยู่บนแก้มก้นของเซเหมยในขณะที่โทรศัพท์ร้องลั่นขึ้นมา ผมจำต้องถ่างหนังตาออกมารับโทรศัพท์ เป็นสายจากหลิวซิงนั่นเอง

“แกบ้ารึป่าววะ โทรมาหาฉันแต่เช้าอย่างนี้” ผมงัวเงีย

“เช้างั้นเหรอ? รู้ไหมว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว? คล้อยบ่ายแล้วนะโว้ย”

“โทรมาทำไมว่ะ?” ความอดทนผมหมดไปนิดหน่อย

“หลานยวี่โทรมาหาฉันเมื่อเช้านี้บอกว่าเขาเพิ่งสอบกลางภาคเสร็จ ฉันว่าเด็กนั่นคงคิดถึงแก” หลิวซิงเองก็ตอบกลับไม่ค่อยสุภาพนักเหมือนกัน

“.....”

“แกลืมเด็กนั่นแล้วงั้นเหรอ?”

“ยังจำได้น่า บอกเขาไปว่า...” ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “บ่ายสองก็แล้วกัน ฉันจะไปรอเขาที่ “เซียงเกา” ตอนบ่ายสอง”

หลังจากวางสายผมก็รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับอีกแล้ว ผมเร่งลุกจากเตียงแล้วคว้าเอากางเกงมาสวม

“ใครโทรมาเหรอคะ? แล้วนั่นคุณจะไปแล้วเหรอ?” เซเหมยมองผมจากเตียง

“รีบลุกเร็วเข้า วันนี้ฉันมีนัดต้องทำตอนบ่ายโมง ไปหาข้าวเที่ยงกินกันก่อนเหอะ” ผมโยนชุดให้เธอในขณะที่กำลังพูด

“มีอะไรสำคัญงั้นเหรอคะ?” เซเหมยเริ่มมีอารมณ์

“ป่าวหรอก ก็แค่งานน่ะ แต่ฉันจำเป็นต้องไปด้วยตัวเอง”

เซเหมยไม่ได้ซักอะไรต่อ เธอรู้ตัวดีว่าเธอมีสิทธิ์แค่ไหน

**********

ใกล้จะบ่ายสองเข้ามาทุกขณะ ภัตตาคาร “เซียงเกา” เงียบเชียบเอามากๆ จะมีก็แต่คนบนโต๊ะสองสามตัวที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ ในที่สุดผมก็เห็นหลานยวี่ที่ดูเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนค่อนข้างมากเดินเข้ามาตอนประมาณบ่ายสองยี่สิบ

“โทษครับที่มาสาย” เขาพูดโดยไม่อธิบายเหตุผล

“แล้วมานี่ได้ยังไงน่ะ?”

“มากับรถประจำทางครับ” สำเนียงเขาพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ

“ผมยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับปักกิ่งสักเท่าไหร่เลยขึ้นคันผิดเป็นครั้งที่สองแล้ว” เขาเสริม

ผมมองเขาในขณะที่เขาพูด น่าประหลาดใจจริงที่เพียงแค่สี่ห้าเดือนที่ผมไม่ได้เจอเขานี้เขาดูสูงขึ้นถนัดตา ใบหน้าเขายังคงไม่ได้ดำหรือตอบลงไปจากก่อน แต่สิ่งที่ต่างไปอย่างเห็นได้ชัดนั้นคือสีหน้าของเขาที่ตอนนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและกังวลอีกต่อไป จริงอยู่ว่าเขาไม่ได้ยิ้มแย้ม แต่ก็ยังมีแววของความแจ่มใสฉายให้เห็น จะมีก็แต่ตาของเขาที่ไม่ได้เปลี่ยนไป; ยังคงดูโศกเศร้าและไร้ความมั่นคงเช่นเคย

“จากนี้ไปให้นั่งแท็กซี่แทนนะรู้ไหม บางครั้งถ้ามีเวลาฉันจะไปรับนายเอง”

เขาไม่ได้ตอบอะไร

“ชอบมหาวิทยาลัยไหม?”

“มันแย่หมดจดเลยละครับ ตอนอยู่มัธยมปลายเราเคยเป็นที่หนึ่งกัน พอมาอยู่ที่นี่แต่ละคนสามารถตกไปอยู่ที่โหล่ได้เลย การแข่งขันมันตึงเครียดและดูเป็นความลับกันเหลือเกิน” ในที่สุดเขาก็หัวเราะออกมาพลางพูด นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับเสียงหัวเราะของเขา มันช่างสดใสและซาบซ่านเสียเหลือเกิน

“อย่ากดดันตัวเองให้มากนักล่ะ ปล่อยไปตามสบายตราบที่นายยังสามารถคงมันเอาไว้ได้ แล้วเรื่องอาหารการกินที่มหาวิทยาลัยละเป็นไงบ้าง?” ผมมีพรสวรรค์พิเศษที่ทำให้คนอื่นรู้สึกได้ว่าผมเป็นห่วงเป็นใยและปรารถนาดีต่อเขา และนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้ผมมีเพื่อนและคนรักเต็มไปหมด

“อาหารอร่อยทั้งนั้นเลยครับ เป็นอาหารเหนือทั้งนั้น ขนมปังก็เจ๋ง แต่บะหมี่นี่ไม่ค่อยจะได้เรื่องสักเท่าไหร่นัก”

“ฮ่าๆ” ผมหัวเราะ “อย่าเผลอซื้อบะหมี่ที่มหา’ลัยกินล่ะ มันโคตรจะเน่าเลย ฉันยังจำได้ว่าบ่ายวันหนึ่งฉันซื้อบะหมี่มากระจึ๋งหนึ่ง ผลลัพธ์คือฉันต้องวิ่งเข้าออกห้องน้ำถึงห้าเที่ยว ทำเอาหิวอีกรอบตอนบ่ายสองเลย แต่ด้วยความสัตย์เลยนะ จากการที่ฉันล่อนไปลองอาหารมหาวิทยาลัยมาหลายแห่ง กล้าพูดเลยว่าอาหารที่ “มหา’ลัยใต้” เยี่ยมที่สุด ส่วนแย่ที่สุดนั้นเป็นของ “มหา’ลัยจีน”

“ผมก็เรียนอยู่ที่ “มหา’ลัยจีน” ครับ” เขาพูดอย่างแอบทะนงนิดๆ ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว ดูเหมือนเขาจะพูดจริงแฮะ

ผมตกใจนิดหน่อย นี่สิ่งที่เขาเคยพูดมาทั้งหมดมันเป็นความจริงงั้นเหรอ? เขาเป็นนักศึกษาจริงๆ แล้วก็เรียนเก่งซ่ะด้วยงั้นสิ? แต่ยังไงผมก็ยังสงสัยอยู่ดี

“เมื่อกี่นี้มาจากไหนเหรอ? แล้วกินอะไรมาแล้วยัง?”

“ยังครับ” เขาหน้าแดงหน่อยๆ “ผมมีสอนพิเศษตอนเช้า และเพราะกลัวว่าจะสายเลยรีบบึ่งตรงมาจากที่นั่นเลย”

ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงมีแต่เรื่องให้ผมแปลกใจอยู่เสมอ

การเจอกันครั้งนี้ของเราเข้มข้นเหลือเกิน ในระหว่างที่กิน เราสองคนต่างก็ไม่สามารถละสายตาจากกันได้ นี่ถ้าเขาเป็นผู้หญิงผมคงจะโถมเข้ากอดไปแล้วละ เราเสร็จมื้อเย็นอย่างรวดเร็วเพราะอยากจะเข้าห้องนอนกันใจจะขาด เราทั้งคู่ดูจะอดไม่ไหวอีกแล้ว ผมกระชากเสื้อเขาออกพลางพยายามจับจังหวะหายใจของตน

“อะไรทำให้นายตัดสินใจกลับมาหาฉันช้าขนาดนี้? ฉันคิดถึงนายใจแทบขาดอยู่แล้ว”

“เพิ่งจะเปิดเทอมผมเลยกำลังยุ่งๆ อยู่น่ะครับ ผมเคยคิดที่จะโทรหาคุณแต่ก็กลัวเกินกว่าจะทำได้...” เสียงเขาสั่นเทา

ความอยากจนแทบคลั่งของผู้ชายเวลาร่วมรักกับเพศเดียวกันนั้นมันเทียบกันไม่ได้เลยกับความอยากที่เกิดขึ้นต่อเพศตรงข้าม เพียงแค่มือผมรูดปราดไปปื้ดเดียวร่างของเขาก็เปลือยเปล่าในทันที ผิวสีน้ำตาลเนียนของเขายืดหยุ่นได้ดีเหลือเกิน ไหล่กว้างและแก้มก้นเรียวของเขาช่างเหมาะสมกับร่างทรงสามเหลี่ยมกรวยเสียจริง เราจูบกอดกันและกัน ดูดดื่มดุ้นรักของกันและกัน ผมแหย่นิ้วเข้าไปในรูทวารของเขานิ้วหนึ่งเพื่อลองทดสอบเขาดู เขาตัวแข็งทื่อแต่ไม่มีทีท่าจะปฏิเสธแต่อย่างใด ผมจูบเขาต่อไปจนกระทั่งนิ้วของผมสอดเข้าไปได้ลึกขึ้นเขาก็ผละตัวออกแล้วเลิกจูบผมทันที ผมมองเขาแน่วแน่ ดูเหมือนว่าความหม่นหมองจะกลับมาเยือนเขาอีกครั้ง ผมจึงเริ่มจูบดวงหน้าเขาใหม่แล้วกระซิบข้างหู

“ฉันชอบนายจริงๆ นะ ดังนั้นฉันจะทำเท่าที่นายเต็มใจเท่านั้น”

มันได้ผลจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเขาจะยิ่งมีอารมณ์ร่วมไปกับผมมากขึ้น น้ำรักผมพุ่งกระจายเพราะปากเขาที่โอบอูมรอบๆ ท่อนลึงค์ของผม จากนั้นผมก็ใช้มือช่วยเขาจนกระสุนเขาพ่นออกเป็นชุดภายในเวลาอันรวดเร็ว เราเข้าไปอาบน้ำแล้วกลับมาที่เตียงกันอีกครั้ง ทีนี้เขาไม่ได้เข้าสู่นิทราเร็วเหมือนเดิม เราเริ่มสนทนากัน ผมบอกเขาว่าจากนี้ไปให้เลิกเรียกผมว่า “ประธานชาน” เอาแค่ชื่อหันตงของผมซึ่งหมายความว่าผู้พิทักษ์เหม๋าเจ๋อตงก็พอ ผมเล่าเรื่องของผมให้เขาฟังนิดหน่อยและดูเหมือนว่าเขาเองก็มีความสุขและตั้งใจฟังเรื่องของผมอย่างผ่อนคลาย ผมอยากจะทำให้เขามั่นใจในตัวผมให้ได้ในเร็วๆ นี้

“เหมือนเป็นพรมลิขิตที่ขีดเส้นให้เราได้พบกัน แต่นายยังเด็กเกินไป และนั่นทำให้ฉันรู้สึกผิด เรื่องแบบเราทั้งคู่ถือเป็นเรื่องธรรมดาในโลกตะวันตก แต่สำหรับที่นี้แล้วกลับถือเป็นบาป ยังไงก็ตามเราต้องระวังตัวเองไว้ นี่เป็นเรื่องของคนเพียงแค่สองคน ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้หรอกนะ อีกอย่าง เกมนี้ต้องเกิดจากความพึงพอใจของคนสองคน ถ้าเราต้องการแบบนี้เราก็อยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้านายเกิดรู้สึกแย่ก็ขอให้ลืมสิ่งที่ผ่านมาซ่ะ”

เขาฟังอย่างตั้งใจแต่ไม่ตอบอะไรกลับมาเลย

“ความจริงก็คือมันน่าอายเกินไปที่จะเล่นเกมนี้กับใครสักคนที่เรารู้จักเป็นอย่างดี” ผมพูดกลั้วหัวเราะเพื่อตั้งใจจะแอบใบ้อะไรบางอย่าง เขาก็ยังแบเบาะเกินไปเหมือนดั่งพวกสาวๆ ที่อ่อนต่อโลก ผมละกลัวจริงๆ ว่าเขาจะเอาไปคิดเป็นเรื่องจริงจัง

หลังจากวันนั้นเราก็ไปเที่ยวด้วยกันอีกสองครั้ง เสพสุขกันเหมือนเช่นทุกครั้งโดยไม่ได้ทำอะไรคืบหน้าไปกว่าเก่าเลย ผมยังไม่อยากจะรุกเร้าเขาจริงๆ นะ เรื่องแบบนี้มันจะเยี่ยมต่อเมื่อคู่นอนรู้สึกอยากให้ด้วยความเต็มใจแล้วเท่านั้นละ ผมเลยใจเย็นเอาไว้ เขาไม่เคยขอเงินผมและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองออกมาเลยซึ่งผมเองก็ไม่ได้ถามเช่นกัน หลิวซิงเคยถามเขาให้ผมว่าเขามีเงินพอใช้ไหม และคำตอบที่ได้รับก็คือเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องนี้เลย เขาได้รับทุนและสอนพิเศษถึงบ้านอีกสองแห่งจึงเพียงพอแล้วที่จะอยู่รอด

เขาช่างงดงามตามธรรมชาติเสียจริง สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาและดูโดดเด่นมากกว่าแค่เสน่หาของเด็กหนุ่มทั่วไป จะเป็นปัญหาก็ที่เสื้อผ้าเขาที่เกินจะบรรยาย ในที่นี้หมายความถึงมันไม่แม้แต่จะตามยุคตามสมัยของเด็กหนุ่มปักกิ่งในยุคนั้นเลย ผมบอกเสี่ยวหมิน (คนรักอย่างเป็นทางการของผม) ให้ซื้อชุดที่เด็กผู้ชายในฮ่องกงใส่กันมาสิบชุด ในตอนนั้นปักกิ่งยังไม่มีร้านขายเสื้อผ้าหัวต่างชาติแต่อย่างใด

วันหนึ่งหลังจากที่เราร่วมรักกันเสร็จผมก็ชี้ไปที่ถุงกระดาษกองหนึ่งตรงห้องเก็บของเล็กๆ และบอกเขาว่าในนั้นมีเสื้อผ้าที่ผมซื้อมาให้เขาอยู่ เขาเพียงแค่พูดว่า “โอ้” โดยไม่มีคำขอบคุณใดๆ ตามออกมาเลย เช้าวันต่อมาเขาตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเช้าแล้วบอกผมว่าวันนี้มีเรียนตอนแปดโมง ผมจึงบอกว่าเดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งที่มหาวิทยาลัย แต่เขากลับตอบมาเพียงคำว่าไม่จำเป็น และยังบอกอีกว่ารถประจำทางยังเร็วกว่าซ่ะอีก ผมบอกให้เขารับเสื้อผ้าที่ผมซื้อให้ไปซ่ะ เขาหยุดยืน แล้วหยิบเอาแต่กางเกงยีนส์กับเสื้อแจ๊คเกทออกมาแล้วพูดว่าที่เหลือไว้ที่นี่ก็แล้วกันเผื่อใช้เวลาอื่น หลังจากเขาไปแล้วผมก็ไม่ได้ล้มตัวลงนอนต่อแต่ตรงไปยังที่ทำงานแล้วบอกเลขากับหลิวซิงว่า ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม หากหลานยวี่โทรมาให้บอกว่าผมไม่อยู่ ผมดีใจเหลือเกินที่ไม่ได้ให้เบอร์มือถือผมแก่เขา

ในเดือนธันวาคม ผมต้องเดินทางไปธุระเรื่องธุรกิจที่เช็คโกสโลวาเกีย ผมไม่ได้อยากไปนักหรอกเพราะผมเกลียดการที่ต้องอยู่บนเครื่องบินซึ่งเพื่อนๆ ผมลงความเห็นกันว่างี่เง่าสิ้นดี จะว่าไปครั้งนี้ที่ผมยอมไปก็เพราะผมเบื่อปักกิ่ง อีกอย่างคือผมเริ่มจะทนเซเหมยไม่ไหวแล้วด้วย บั้นท้ายใหญ่ยักษ์ของเธอก็เปรียบเสมือนไอศกรีมที่ผมเคยอยากกินอยู่เป็นประจำตอนยังเด็ก ต่อมาเมื่อผมสามารถจะซื้อมันมากินได้มากตามต้องการแล้วผมก็เบื่อที่จะอยากกินมันอีก และเพราะเซเหมยไม่ใช่พวกผู้หญิงที่ชอบหาเรื่องทะเลาะมากมายนัก มันจึงยิ่งทำให้ผมเบื่อเธอมากเข้าไปใหญ่ ผมอยู่ที่เช็คโกสโลวาเกียหกวันเพื่อติดต่อประสานงานและสะสางปัญหาเรื่องสินค้าที่ลูกค้าซื้อตุนไว้ แต่พอเสร็จธุระแล้วผมก็ไม่ได้รีบกลับแต่อย่างใด ผมยังเคยคิดที่จะหาความสุขให้ตัวเองที่นั่นแต่ก็เกรงว่าพวกเขาจะไม่สะอาดพอ ผมเป็นคนแคร์เรื่องนี้มากๆ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะฝึกฝนความกล้าหาญของตนเองจึงบอกให้คณะผู้ติดตามของผมกลับกันไปก่อน ส่วนผมนั้นเลือกที่จะไปฮ่องกงตามลำพัง ผมไม่ยอมกลับปักกิ่งจนกระทั่งกลางเดือนมกราคม

ผมยังไม่ได้ลืมหลานยวี่หรอกนะ แต่ก็ไม่มีใครเคยพูดถึงเขาให้ผมได้ยินอีกเลย ปีนั้นงานเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิมาถึงช้ากว่าปกติ ตลอดปลายเดือนมกราคมผู้คนต่างก็พากันง่วนอยู่กับการเตรียมงานเฉลิมฉลอง

มองออกไปเห็นกองทัพนักเรียนและคนงานต่างจังหวัดแออัดกันอยู่ที่สถานีรถไฟพร้อมด้วยกระเป๋าใบเล็กๆ ในมือและเป้ลูกเบ้อเลิ่มบนบ่า ผมพร่ำพูดกับตนเองว่ามันคงถึงเวลาที่หลานยวี่เองก็ต้องกลับบ้านเพื่อไปเตรียมการฉลองเทศกาลตรุษจีนด้วยเช่นกัน

-----------------------------------

จบตอนที่ 3 แล้วครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Aekio เมื่อ Thu Aug 17, 2006 6:18 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 6:01 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

ตอนที่ 4

“ฉันเพิ่งเจอหลานยวี่มาเมื่อกี้เอง” จู่ๆ หลิวซิงก็พูดขึ้นหลังจากรายงานสถานการณ์ต่างๆ ภายในบริษัทเสร็จ

“ที่ไหนเหรอ?” หัวใจผมหยุดเต้น

“รู้ข่าวที่หลิวไห่กวาเปิดบริษัทที่ถนนในหมู่บ้านทางตอนเหนือไหม? เด็กทำงานอยู่นั่นแหละ”

“แปลกแฮะ เขาไม่กลับไปร่วมงานฉลองเทศกาลตรุษจีนที่บ้านรึไง? แล้วเขาเห็นแกไหม?”

“ไม่เห็นอ่ะ เหมือนว่าตอนนั้นเขากำลังง่วนอยู่กับการประกอบเครื่องจักรนะ”

“แล้วช่วงนี้เขาโทรมาที่นี่บ้างรึป่าว?”

“สัตว์เอ้ย อย่างน้อยก็เป็นยี่สิบครั้งได้มั้ง”

“แล้วเขาว่าไงบ้าง?” ผมหัวเราะจนตาหยีในระหว่างที่พูด

“แค่บอกว่าอยากคุยกับแก ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ละ” พอเห็นผมหัวเราะ หลิวซิงก็หัวเราะตาม “แกนี่ช่างหลอกล่อเด็กนั่นจริงๆ เลยนะ ฉันว่าถึงตอนนี้แกคงเบื่อเขาแล้วล่ะสิ”

“ฉันจะออกไปตามหาเด็กนั่นแล้วเอามาแหย่ต่ออีกหน่อย” ผมหัวเราะหนักเข้าไปอีก แต่ก็ไม่ได้บอกหลิวซิงหรอกนะว่าจะแหย่เพราะอะไร อันที่จริงผมเองก็ยังไม่รู้เหตุผลเสียด้วยซ้ำ

**********

หลิวไห่กวากำลังยุ่งอยู่กับการเลื่อนลังใหญ่ยักษ์และประกอบชิปที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเอามาจากไหนเพื่อใส่เข้าไปให้ทำงานร่วมกับเครื่องจักร ผมขี้เกียจแม้แต่จะกล่าวทักทายเขา พอเดินเข้าข้างในแล้วผมก็ทอดสายตาสอดส่องไปรอบๆ

“มาหาซื้ออุปกรณ์ประกอบเครื่องจักรเหรอครับ?” ชายหนุ่มคนหนึ่งต้อนรับผมภายในบัดดล

“มาเดินดูเฉยๆ น่ะ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับหัวหน้านาย”

พอตระหนักได้ว่าผมไม่ใช่ลูกค้าทั่วๆ ไป เขาก็ไม่กล้ายุ่มย่ามกับผมอีก

“ระวังอย่างสัตว์หน่อยสิวะ นั่นจะเลื่อนมันไปไหนน่ะ? แกทำงานไม่เป็นรึไง?” คำสบถแบบปักกิ่งถูกพ่นออกมา

“หัวหน้าบอกให้พวกเราเลื่อนมาไว้ตรงนี้” เป็นหลานยวี่นั่นเองที่ตอบกลับไป เขาไม่ได้ขึ้นเสียงดัง แต่กลับฟังแล้วหนักแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขาก้าวร้าวกับคนอื่น

“วางมันไว้นี่แหละ แล้วก็เลื่อนลังนี่ไปไว้ตรงโน้นด้วย” หลิวไห่กวาสั่ง

“ไอ้เวรเอ้ย” ผมได้ยินเสียงสบถงึมงำ

หลานยวี่จ้องเจ้านั่นเขม็ง ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด แล้วหันไปเลื่อนลังอีกลังหนึ่งแทน ทันใดนั้นเขาก็เห็นผม เขาตัวแข็งไปสองสามวินาทีแล้วค่อยเผยยิ้มออกมา

“แกสองคนรีบเปิดกล่องนั่นได้แล้ว มันเกะกะขวางทางจนไม่มีที่จะเดินแล้ว” หลิวไห่กวาเร่งหลานยวี่กับเด็กหนุ่มอีกคนอย่างหมดความอดทน จากนั้นเขาก็หันมาเห็นว่าผมยืนอยู่

“เฮ้ พี่ชาน ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่ได้เนี๊ยะ? คิดไม่ถึงจริงๆ เลย” รอยยิ้มแผ่ไปทั่วใบหน้าของหลิวไห่กวา

“มาโยนงานให้แกเพิ่มหน่อย สนใจไหม?” ผมหยอกล้อกับหลิวไห่กวาทั้งๆ ที่ตายังจับจ้องไปที่หลานยวี่ เขายังคงยุ่งอยู่กับงานตรงหน้าแต่ก็ไม่วายเหลือบตามองผมเป็นระยะ ใบหน้าเขาแดงกล่ำไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

ผมคุยกับหลิวไห่กวาต่ออีกพักหนึ่งก่อนที่จะขอตัวกลับ เขาดูเหมือนจะแอบงง ประติดประต่อไม่ได้ว่าผมมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด น่าขันชะมัด ก่อนจะเดินออกจากประตูไป ผมหันไปส่งสัญญาณทางตายตาให้หลานยวี่แล้วชี้ไปที่รถเบนซ์สีน้ำเงินของผมที่กำลังจอดอยู่อีกฟากถนน

ผ่านไปประมาณสิบนาทีหลานยวี่ก็วิ่งข้ามมาแล้วรีบโฉบขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

“ผมกลัวว่าคุณจะทิ้งผมไปแล้วซ่ะอีก” เขาพูดพลางหอบแฮก

“ฉันแค่ผ่านทางมาทำธุระน่ะ แต่ตอนนี้ว่างแล้ว” ขนาดผมเป็นคนพูดยังแทบไม่อยากเชื่อในคำพูดของตนเลย ผมถามเขากลับ

“ทำงานที่นี่งั้นเหรอ? ไม่กลับบ้านไปฉลองปีใหม่รึไง?”

“ปีนี้ผมกับเพื่อนไม่กลับครับ บ้านเพื่อนผมอยู่ไหหนาน มันไกลจากที่นี่มาก แค่เวลาเดินทางโดยรถไฟก็ยาวกว่าวันหยุดแล้ว ดังนั้นเขาเลยไม่กลับครับ”

เราเงียบกันไปชั่วขณะ จากนั้นผมก็ทำลายความเงียบลงอีกครั้งโดยการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ขออนุญาตหัวหน้าก่อนออกมาแล้วยังน่ะ?”

“ผมขอเขาออกมาสองสามนาทีแต่เขาปฏิเสธ ผมเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องด่วนมาก เขาก็ด่าผมกลับมา ผมจึงโพล่งใส่เขาไปว่าผมลาออกแล้วก็เดินมานี่ละ” เขาพูดหัวเราะร่าจนทำให้ผมต้องหัวเราะไปด้วย เขาพูดต่อ

“ผู้คนในปักกิ่งชอบทำให้อะไรๆ ดูเครียดเสมอ แถมยังชอบดูถูกคนต่างจังหวัดเป็นที่หนึ่ง”

“นายกำลังวิพากษ์วิจารณ์ฉันงั้นเหรอ? ฉันเองก็คนปักกิ่งเหมือนกันนะ” ผมหัวเราะหนักขึ้น

“ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกผมว่าคุณเองก็มาจากต่างจังหวัดเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ได้เหมือนกัน” เขาพูดอย่างจริงจัง

ทันใดนั้นสำนวนหนึ่งก็เด้งขึ้นมาในสมองผม “อย่าหลอกเด็ก” ผมหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังโดยไม่ได้แก้ตัวแต่อย่างใด

หลานยวี่ตะโกนลั่นตอนที่เหลืออีกเพียงหนึ่งซอยรถก็จะวิ่งออกจากหมู่บ้านทางตอนเหนือ

“เราแวะไปมหาวิทยาลัยผมก่อนได้ไหมครับ ผมอยากจะเปลี่ยนชุดก่อน ชุดทำงานนี่มันสกปรกหมดแล้ว”

ชุดที่เขาใส่อยู่เป็นชุดคอทต้อนที่มอมแมมทั้งตัว

“รถจะได้รับอนุญาตให้เข้าได้ทางประตูทิศใต้เท่านั้น คุณรู้ไหมว่าไปทางไหน?” เขาถาม

“มหา’ลัยใต้กับมหา’จีนเป็นเกลอกันนะ ฉันวิ่งเข้าออกที่นี่มาตลอดสี่ปี ทำไมฉันจะไม่รู้ทางละ?”

วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยใต้นั้นค่อนข้างกว้าง แต่ก็ไม่เจริญหูเจริญตาเหมือนมหาวิทยาลัยจีน รถเคลื่อนไปจอดในซอยแปดจากนั้นเขาก็รีบวิ่งหายไป ผมแอบงงนิดๆ; เขาเรียนอยู่ที่นี่จริงๆ สินะ เขาไม่ได้โกหกอะไรผมมากมายนักอย่างที่คิด เวลาที่เขาไม่อยากจะให้ผมรู้เรื่องบางเรื่องเขาก็เพียงแต่ไม่พูดถึงมันเท่านั้น คนอย่างเขานับวันยิ่งหายากเต็มที พิจารณาจากตัวเองแล้ว ตั้งเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ผมพูดมันไม่ใช่เรื่องจริงเลย แต่จะทำไมละ? พวกนักธุรกิจต้องหัวหมอเป็นธรรมดา

เขาดูต่างจากเดิมมากเมื่อเขาเดินออกมา กางเกงยีนส์หลวมโคลกเข้ากันได้ดีกับเสื้อแจ๊คเกทสีน้ำเงินที่ไม่ได้ติดกระดุม คอเสื้อสีน้ำตาลตั้งเชิดเช่นเดียวกับแขนเสื้อที่ถูกพับขึ้น มันเป็นชุดที่เขาเอากลับไปครั้งที่แล้วนั่นเอง

เขาล้างหน้าก่อนออกมาด้วย ทั้งคิ้วและหน้าผากยังเปียกอยู่เลย ผมเกาะพวงมาลัยรถแน่นเพราะก้อนเนื้อระหว่างขาของผมนั้นกำลังขยายขึ้นอย่างองอาจ

“ผมใส่ชุดแบบนี้ในมหา’ลัยไม่ได้ มันดูเด่นเกินไป เดี๋ยวนักเรียนต่างชาติบางคนเขาจะเข้าใจผิดมาคุยกับผมเป็นภาษาญี่ปุ่น” เขาอธิบายอย่างเหนียมอายแต่ไม่ขาดความภาคภูมิ

**********

เราจูบกันอย่างบ้าคลั่งเหมือนเคย เด้ามือและดูดดื่มของกันและกันจนต่างคนต่างสาดพ่นน้ำรักออกมา หลังจากนั้นหลานยวี่ก็นอนหันข้างอยู่บนเตียง ดูหนังโป๊เกย์สองเรื่องที่ผมเพิ่งได้มาจากอเมริกา เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสองคนในเรื่องกำลังเด้าประดันดึงกันและกันในทุกท่วงท่าอิริยาบถ ผมยื่นเครื่องดื่มให้เขา เขาชักหางคิ้วขึ้นแล้วถามผมว่า

“คุณโกรธเพราะผมไม่เอาชุดพวกนั้นไปด้วยงั้นเหรอครับ?”

“นายคิดว่าฉันเป็นเด็กผู้หญิงประถมหรืออะไรแบบนั้นรึไง โกรธเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้นนี่นะ?” ผมพยายามปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงไว้ด้วยการหัวเราะออกไป

“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย แค่กลัวว่าคุณอาจคิดว่าที่ผมมาหาคุณนี่เพราะเงินเท่านั้นเอง”

“ไม่เคยแม้แต่แว้บเข้ามาในสมองฉันเลย” เขาซื่อเสียจนผมไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี

เขาพุ่งความสนใจกลับไปที่โทรทัศน์ต่อ ยังคงนอนหันข้างเหมือนเดิม ผมหรี่ไฟลงจนถึงจุดสลัวที่สุดแล้วโอบกอดเขาไว้จากด้านหลังและพยายามขยับตัวนอนเอียงข้างเข้าใกล้เขา มือผมเริ่มลูบคลำไหล่ไร่ลงไปยังอกของเขา เขาดูแข็งแรงขึ้นกว่าเก่า แถมยังร้อนแรงขึ้นด้วย จากนั้นมือผมก็กวาดลงไปจนถึงจุดที่ขนเพชรของเขากระจุกรวมตัวกันอยู่ ลำลึงค์ของเขาแข็งขึ้นอีกครั้ง ผมนวดคลึงมันชั่วครู่แล้วเลื่อนมือลงไปที่อัณฑะทั้งสองลูก จากนั้นก็เลื่อนกลับมาที่ประตูหลังของเขา มือผมหยุดลงตรงนั้นแล้วลองทดสอบด้วยการใช้น้ำลายของตัวเองชุ่มนิ้วไว้แล้วลองสวมใส่มันเข้าไปช้าๆ ตัวเขาเกร็งขึ้นนิดหน่อยแล้วควานมือมาหามืออีกข้างหนึ่งของผมเพื่อยึดเหนี่ยว ตอนนี้นิ้วของผมได้สวนเข้าไปทั้งนิ้วแล้ว ผมค่อยๆ ดึงนิ้วออกช้าๆ แล้วขยับตัวเข้าใกล้ใบหูกระซิบถาม

“เจ็บไหม?”

เขาพยักหน้า ผมมองไม่เห็นดวงหน้าเขา ผมเอี้ยวตัวไปคว้าสารหล่อลื่นที่ผมเตรียมเอาไว้ในระดับมือคว้าถึง ปีบมันออกมาเป็นกำแล้วนำมาคลึงที่แท่งกามาของตน จากนั้นก็ถูกสารนั่นเข้าไปในร่องกระสันของเขา ทำให้กล้ามเนื้อเขาหดยึดเข้าหากันเล็กน้อย

“เย็นหน่อยนะ” ผมพูดขณะที่หลังเขาแนบเนื้อกับผม

ผมทำสัญญาณเป็นเชิงว่าเขาต้องชันน่องตัวเองขึ้นนิดเพื่อที่ผมจะได้พยายามสอดใส่ท่อนรักของตัวเองเข้าไปช้าๆ ท่านี้ค่อนข้างยากสำหรับการสอดเข้าไป แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังคงนอนเอียงข้างอย่างเดิม ผมจึงไม่อยากจะบังคับเขาให้ทำตาม ผมผ่านหัวเห็ดของตัวเองเข้าไปได้ก่อนที่มันจะหลุดออกมาอีกครั้ง หนุ่มน้อยกำลังโดนสอยอย่างถี่ยิบจนครางระหงิงไม่เป็นคำอยู่ในโทรทัศน์ หลานยวี่หันหน้าไปรอบๆ เขาเองก็รู้สึกเสียวกระสันอยู่เช่นกัน ผมจัดท่าให้เขาแยกขาคุกเข่าอยู่บนเตียง กุมบ่าเขากดลงต่ำ นี่คือท่าที่ง่ายดายที่สุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนเหยียดหยามเขาหน่อยก็ตาม ดุ้นรักของผมถูกสอดใส่เข้าไปอย่างช้าๆ มือเขากำเอาผ้าปูเตียงไว้แน่น เขาไม่ได้ครวญครางเสียงใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย พอผมสอดใส่เข้าไปได้จนสุดแล้วมือเขาก็ยิ่งกุมแน่นขึ้นอีก พลางครางเสียงพรางออกมาจนแทบไม่ได้ยิน มันเยี่ยมเหลือเกิน นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างบุคคลทั่วไป ความเจ็บปวดอย่างสูงสุดของเขายิ่งกระตุ้นและขับเคลื่อนให้ผมแทบคลั่ง ผมอยากจะลดจังหวะการซอยให้ถี่น้อยลงเพื่อลดความเจ็บปวดจากครั้งแรกของเขา แต่สามัญสำนึกของผมกลับไม่ได้อยากทำเช่นนั้นด้วย ผมอดไม่ได้ที่จะตะโกนร้องออกมา

“อ้า....ฉันคิดถึงนายทุกวี่วัน คิดถึงจบแทบขาดใจตายเพราะนาย สุดยอดไปเลย โคตรจะสุดยอดเลยจริงๆ”

ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว จะทำก็เพียงแต่ซอยถี่ยิบขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกต่อไป ร่องรักของเขาช่างนาบแน่นเหลือเกินแม้ว่าจะใช้สารหล่อลื่นมากเป็นกำก็ตาม มือผมควานหาลำลึงค์ของเขาได้โดยสัญชาติญาณแล้วช่วยกะซวกมันให้กับเขา

“อ้า.....” เขาร้องลั่นด้วยความรู้สึกกระสันอย่างสุดซึ้ง ทันใดนั้นผมก็รู้สึกได้ว่ามือของผมเริ่มเปียกชื้นและเมือกขึ้น ลำลึงค์ของเขาสั่นระริกจนสังเกตได้ พระเจ้าช่วย เขาถึงฝั่งฝันก่อนผมซ่ะอีก! จากนั้นผมเองก็พ่นน้ำรักตามเขาออกมา

ครั้งนี้เราทั้งคู่ไม่ได้เข้าไปอาบน้ำอาบท่าแต่อย่างใด กลับปล่อยให้มันเลอะเทอะอย่างนี้ต่อไป ผมไม่ได้แยกตัวออกไปนอนอีกด้านหนึ่งเหมือนเช่นเคยแต่กลับโอบกอดเขาไว้อย่างเอาใจใส่เฉกเช่นที่ทำกับผู้หญิง

“เจ็บตรงนั้นไหม?” ผมถามอย่างอ่อนโยน

“นิดหน่อยครับ” เขาตอบแล้วหันหน้าหนีผมไปอีกทางอย่างกับจะบอกว่าเขาอยากนอนแล้ว

“ถ้านายไม่ชอบ เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้วก็ได้”

“มันก็ดีนะครับ นอนกันเถอะ” เขาปิดไฟ

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาไม่ได้รังเกียจการมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลังแบบนี้แต่อย่างใด มันก็แค่เขารู้สึกเหมือนถูกเหยียบย้ำศักดิ์ศรีลูกผู้ชายในตัวเขาเท่านั้น มันก็เหมือนกับเวลาที่สาวๆ เสียตัวเป็นครั้งแรกนั่นล่ะ หรือบางครั้งมันก็อาจยากกว่านั้นในการทำใจรับให้ได้ ในส่วนลึกแล้วผมแล้วก็ชอบเขาอยู่เหมือนกัน การมีอะไรกันผ่านประตูหลังก็คือการร่วมเพศย่างหนึ่ง โดยเฉพาะกับพวกเกย์ เขาไม่รู้เลยรึไง?

เรือนร่างนี้ช่างบอบบาง ดูเงียบเหงา และน่าหลงใหลเสียเหลือเกิน

**********

ใกล้เทศกาลตรุษจีนเข้ามาทุกขณะ บรรดาคนงานของผมก็เริ่มไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานกันมากขึ้นเรื่อยๆ และในฐานะหัวหน้าอย่างผมก็ไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องงานมากมายนักเช่นกัน หลานยวี่อยู่กับผมแทบทุกวัน แต่ผมก็ไม่ได้เลือกจะพาเขาไปอยู่ที่โรงแรมทุกครั้งหรอกนะ มันน่าแปลกเกินไปสำหรับผู้ชายที่เป็นเพื่อนกันที่จะทำแบบนั้นจนอาจเป็นเชื่อไฟก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นได้ ผมพาเขาไปอยู่ที่อพาร์ทเมนท์สุดหรูที่ “หมู่บ้านชั่วคราว” ซึ่งมีสองห้องนอนกับอีกหนึ่งห้องนั่งเล่น เขาชอบมันมากๆ โดยให้เหตุผลว่าเขารู้สึกว่ามันเป็นบ้านมากกว่าที่โรงแรม ผมพาเขามาที่นี่อยู่เสมอ ในตอนนั้นยังมีที่ไม่มากนักให้เราไปในปักกิ่งนอกจากห้องเลาจ์ตามโรงแรม ไปคาราโอเกะ ไปโยนโบว์ หรือไม่ก็ไปซาวน์น่าหรือว่ายน้ำ อันที่จริงผมมีจุดประสงค์ลับอันร้ายกาจนักแฝงอยู่ด้วย; ผมจะสอนให้เค้ารู้ว่าโลกของความหรูหราฟุ่มเฟือยมันเป็นอย่างไรเพื่อที่วันหนึ่ง “ความยโส” ในตัวเขาจะได้ลดลง

เขายังคงทำงานเสริมเดิม วิ่งไปที่บ้านเด็กสองแห่งเพื่อสอนพิเศษตัวต่อตัว เขาบอกว่าเด็กทั้งสองคนเป็นลูกของอาจารย์ใน “มหาวิทยาลัยจีน” และเขาเองก็ได้สัญญากับคนพวกนั้นไว้ตั้งแต่แรกแล้วดังนั้นมันจึงไม่งามนักถ้าจู่ๆ เขาจะเลิกสอนไป ผมไม่เห็นด้วยที่เขาไปหางานทำแบบนี้แต่เขากลับตอบรับข้อคิดเห็นด้วยความเงียบ นี่เขากำลังคิดอะไรของเขานะ? หาค่าเทอมสำหรับเทอมหน้ารึไง?

**********

อีกสองวันก็จะถึงวันจ่ายในเทศกาลตรุษจีนแล้ว บรรดาประทัดไฟแตกเปรี้ยงปร้างอยู่ภายนอก เขาจำเป็นต้องไปบ้านของเด็กมัธยมปลายจึงกลับสาย และยังบอกอีกว่าต้องไปไปรษณีย์เพื่อโทรทางไกลกลับไปหาครอบครัว คนต่อแถวรอโทรยาวยืดจนเขาต้องรอนานมากกว่าจะถึงคิว ผมบอกเขาว่าทีหลังเขาสามารถใช้โทรศัพท์ในอพาร์ทเมนท์ โทรศัพท์ในโรงแรม หรือใช้มือถือผมโทรทางไกลได้

“สงสัยนายคงเป็นไซอิ๋วที่จู่ๆ ก็กระโดดโผลงออกมาจากภูเขามั้ง” ผมสงสัยพื้นฐานครอบครัวของเขาเสียจริง

เขายิ้มเจื่อน “แม่ผมตายไปสองปีแล้วละครับ ผมไม่อยากจะกลับบ้านนักหรอก และผู้หญิงคนนั้น คนที่พ่อผมแต่งงานด้วยหลังจากแม่ตาย เธอเองก็ไม่อยากให้ผมกลับไปบ้านเหมือนกัน”

“แล้วพ่อของนายละ?” ผมอยากรู้รายละเอียด

“สบายดีครับ สบายดีกันทั้งครอบครัว ผมยังมีน้องสาวอายุสามขวบอีกคน...” คำพูดนี้ทำให้ความโศกเศร้าในดวงตาของเขากลับคืนมาอีกครั้ง และครั้งนี้ช่างดูรุนแรงเหลือเกิน เขาทำเหมือนกำลังเติมต่อความทรงจำบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็หยุดนิ่งไปดื้อๆ

ในวันจ่าย ผมเชิญเขามาที่บ้านผมด้วย นี่ถือเป็นการเสี่ยงเอามากเพราะผมเองก็ค่อนข้างจะมีใจให้เขาอยู่เหมือนกัน แถมน้องสาวเจ้าประเพณีที่ชอบทำตัวเหมือนเป็นพ่อของผมก็ทั้งทั้งเจ้าเล่ห์และเยือกเย็น แต่ต่อมาหลานยวี่กลับบอกว่าเขาประหลาดใจมากที่บ้านนักการเมืองอาวุโสอย่างบ้านผมจะดูมีความสุขและอบอุ่นขนาดนี้ ผมเลยบอกเขาไปว่าเป็นเพราะพ่อผมหมดพลังอำนาจ และสังขารจะมอดแล้วต่างหาก แต่เขากลับตอบมาว่าผมควรจะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมี

พอถึงเที่ยงคืนทั่วท้องถนนก็เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกจากประทัดไฟ ผมมองน้องสาวของผม หลานยวี่ และสามีของน้องสาวอีกคนช่วยกันจุดประทัดไฟพลางคิดไปว่าถ้าพวกเขารู้ความจริงเกี่ยวกับหลานยวี่และผม พวกเขาต้องฆ่าผมตายแน่

---------------------

จบบทที่ 4

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 6:22 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

ตอนที่ 5

ผมโชคดีตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิในปีนั้นเลย โชคชั้นที่หนึ่งคือผมได้เงินก้อนงามจากธุรกิจของผม ต่อมาก็ได้รู้จักและคบค้าสมาคมกับนักการเมืองใหญ่คนหนึ่งผู้ซึ่งผมสามารถร่วมธุรกิจด้วยได้ในอนาคตและสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะต้องเป็นอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน นอกจากนั้นแล้วผมยังได้เนื้อแนบเนื้อเป่าปี่กับมือกลองคนหนึ่งอีกด้วย

ภาคการศึกษาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว หลานยวี่ก็เริ่มยุ่งอีกครั้ง เขาจะมาหาผมเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น ผมให้สมุดเงินฝากกับเข้าไว้เป็นวงเงินสองหมื่นหยวนก่อนที่ภาคการศึกษาใหม่นี้จะเปิด แต่เขากลับมองมันแล้วพูดว่า

“หนึ่งพันหยวนที่คุณให้ไว้ครั้งก่อนโน้นผมยังเหลืออีกตั้งหกร้อยแหนะครับ”

“อย่าขี้ตืดนักเลย ตอนไหนเกิดอารมณ์อยากได้อะไรก็ซื้อๆ ไปซ่ะ” ผมหยุดก่อนจะพูดต่อ “คิดซ่ะว่าเป็นเงินที่นายกู้ฉันไปก็แล้วกัน ไว้เรียนจบแล้วค่อยใช้คืนก็ได้ แต่ดอกเบี้ยสาหัสสากันเลยนะ” ผมแหย่เขา

เขาพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก

“ไอ้เวรเอ้ย ท่าจะบ้าไปแล้ว” ผมแอบบ่นคนเดียว

**********

มือกลองคนนี้มีชื่อว่าซางเจียน หน้าตาพอใช้ได้แต่ถ้าเป็นเรื่องบนเตียงแล้วล่ะก็เขามาเป็นหัวแถวเลยละ ผมเต็มใจมากที่จะปล่อยอารมณ์ไปกับเขาในขณะที่เขาเองดูจะเต็มใจยิ่งกว่าผมซ่ะอีกที่จะเข้ามาร่วมทำแบบฝึกหัดทางกายด้วยกันเวลาที่ผมต้องการ

เขาชอบจัดแสงสร้างอารมณ์ก่อนจะหาความสุขให้กันและกัน นอกจากนั้นยังชอบทาเปลือกตาเป็นสีกำมะหยี่ด้วย แต่ให้ตายเถอะ ผมไม่ชอบให้เขาทำแบบนั้นเอาเสียเลย เหตุผลที่ผมชอบผู้ชายก็เพราะว่าเขาเป็นเพศชาย ส่วนที่ผมชอบผู้หญิงก็เพราะเธอเป็นเพศหญิงเช่นกัน

ความบ้าของซางเจียนยังไม่หมดลงเพียงเท่านี้ เขายังเป็นคนชอบอยู่ในที่มืดและมีสองบุคลิกเวลาอยู่บนเตียงอีกด้วย บางครั้งเวลาที่เขาเริ่มชินกับบรรยายกาศรอบๆ แล้ว เขาก็จะเหลือกตาจ้องผมเขม็งแล้วโฉบร่างรัดรวบผมไว้ เขาสามารถฟาดผมด้วยลิ้นน้อยๆ ของเขาทั้งๆ ที่ท่วงท่าและหน้าตายังคงราบเรียบดั่งผืนน้ำ เขาจะยอมทำทุกอย่างที่ผมอยากให้เขาทำไม่ว่าจะเป็นดูดและดึงดุ้นรักของผม.....มันโคตรจะเสียวซ่านไปทั้งตัวเลยละ เขาจะเลียพื้นผิวผมทุกตารางนิ้ว แล้วรูดลากขนเพชรผมให้ชี้ตั้งขึ้นด้วยลิ้น มันไม่ได้ทำให้ผมเจ็บเลยสักนิด แต่จี๊ดเหลือคณา จากนั้นเขาก็จะอมเม็ดกลมสองลูกของผมไว้ในกระพุ้งแก้มโดยไม่เคยเผลอเอาฟันครูดมันเลย เขาจะใช้ลิ้นตบตอดมันไปมาแล้วเลื่อนลากต่อมายังลำลึงค์ของผมแล้วกะซวกมันที่กำลังยืดอกอย่างฮึกเหิมใหญ่โตเข้าไปในปากได้ทั้งดุ้นในครั้งเดียว คอเขาทำไมถึงได้น่ายัดถึงเพียงนี้นะ! เขาเล่นขึ้นๆ ลงๆ กับลำลึงค์ของผมอย่างไม่รีบเร่ง ทุกๆ ครั้งเวลาที่ผมอยู่ในปากเขาเป็นต้องทนกลั้นไว้นานไม่อยู่แล้วต้องรีบผลักเขาออกจากตัวก่อนจะปลดปล่อยน้ำสำราญออกมา

อย่างไรก็ตามในบางครั้งเขาก็เหมือนกับคนวิกลจริตเต็มรูปแบบ เราจะเปลี่ยนท่ากันไปเรื่อยๆ น้อยครั้งมากที่ผมจะเป็นฝ่ายดูดอมท่อนรักของเขา แต่เขาชอบที่จะลิ้มเลียรอบๆ รูสวาทของผมจนผมเสียวตัวเกร็ง โดยส่วนตัวผมแล้วผมเกลียดการโดนรุกเพราะมันเจ็บใช่ย่อย แต่เคราะห์ดีที่ซางเจียนไม่ได้คิดอย่างผม เขาชอบที่จะโดนกระเด้าลงไปในตัวเขา ทุกๆ ครั้งหลังจากถึงจุดกระสัน เขาจะล้มตัวลงคุกเข่าข้างหน้าผมโดยที่ยังคงชันก้นขึ้นไม่ยอมปล่อย “ส่วนนั้น” ของผมออกจากร่อง ราคะในตัวผมยั่วอยากให้ผมปราบเขาลงให้ราบ พอผมสามารถสยบผู้ชายไว้ได้ด้วยลีลาอันร้อนแรงของตัวเองเช่นนี้แล้ว การไปมีอะไรกับผู้หญิงก็เหมือนจะไม่มีค่าเลยสำหรับผม ผมชอบท่าทางของซางเจียนเวลาเขาถึงจุด เขาจะไม่พยายามเก็บอารมณ์เอาไว้ แต่จะร้องตะโกน พูดศัพท์ที่จับความไม่ได้ และเหงื่อไหลอาบเป็นน้ำก่อนที่จะปล่อยกระสุนออกมาราวกับจะเอาให้ตัวลีบไปเลย

“เอาผมเลย! เอาผมให้ตาย!! อ้า อย่างนั้นละ!” คือคำที่เขาชอบคราง

ถ้าเกิดเขาสามารถคว้าส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผมได้แล้วละก็ เขาจะจิกมันอย่างแรงจนเลือดไหลซิกออกมา....และจะยอมปล่อยก็ต่อเมื่อเขาเสร็จกามกิจของตัวเอง ผมรู้สึกราวกับว่าการเสพสุขในครั้งนั้นประสบผลสำเร็จหากเขาทำเช่นนั้นกับผม

ในตอนเช้าผมตื่นขึ้นมาอย่างสลึมสลือ สังเกตได้ว่าซางเจียนกำลังจ้องมองเรือนร่างผมพร้อมใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ร่างกายผมเต็มไปด้วยรอยลิปสติก เขาชอบที่จะทาปากด้วยลิปสติกสีเหล้าองุ่นแล้วปะโลมจูบมาทั่วทั้งตัวผม

“ว่าไงไอ้โรคจิต” ผมหาว

เขาทำท่าลิงโลดราวกับเด็กถูกตามใจจนเหลิงแล้วโผเข้ามาในอ้อมกอดผมแล้วบอกผมว่าเรื่องบนเตียงของผมนั้นยอดเยี่ยมกระเทียมดอง และการโดนตีหม้อแบบนี้สนุกกว่าการตีกลองซ่ะอีก เขายังบอกอีกว่านักดนตรีที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้จะไม่สามารถผลิตงานที่มีคุณภาพออกมาได้

“สวะชัดๆ” ผมหยอกล้อด้วยคำที่แสดงความสนิทสนม

พอเข้าใกล้ปลายเดือนเมษายน ผมก็ต้องมานั่งคิดถึงสุดที่รักหลานยวี่ไปสองสามวัน พอทนต่อไปไม่ไหวก็โทรไปหาเขาที่หอพัก ( ผมอยากจะซื้อโทรศัพท์มือถือให้เขา หรืออย่างน้อยๆ เป็นเพจเจอร์ก็ยังดี แต่เขาไม่อยากจะพกมันไว้ให้เด่นเกินไปในมหาวิทยาลัย ) ห้านาทีหลังจากนั้นเขาก็มารับสาย เขาบอกผมว่าเขามีสอบกลางภาคสัปดาห์หน้า ดังนั้นเขาจะมาหาผมในวันเสาร์หลังสอบเสร็จ ผมแอบผิดหวังลึกๆ เพราะยังไม่เคยถูกปฏิเสธมาก่อน

**********

“ท่านี้ดูน่าจะเสียวสุดยอดดีนะ คืนนี้เรามาลองกันดีกว่า” ซางเจียนพูดพลางชี้ไปที่โทรทัศน์

ในหนังฉายให้เห็นเด็กชายที่อยู่ข้างบนกำลังพยายามขึ้นค่อมชายอีกคนที่อยู่ด้านล่างโดยคู้ท่อนบนของลำตัวไปข้างหน้าแล้วเอาเท้าชี้เฉียงขึ้นไปข้างบน ดูเป็นท่าที่ยากเสียเหลือเกิน

“ผมลองไปเล็งกลองชุดไว้แล้วนะ มันเยี่ยมมากเลยล่ะ นำเข้าจากเยอรมันด้วย” ซางเจียนพูดต่อ เขาเคยขอกลองชุดราคาสี่พันเหรียญสหรัฐเอาไว้ อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาเคยขอของมากมายจากผม รวมไปถึงรถยนต์ด้วย ซึ่งผมไม่เห็นด้วยแต่อย่างใด

เสียงกริ่งประตูดังขึ้น สงสัยคงจะเป็นเด็กส่งอาหารตะวันตกที่ซางเจียนสั่งเอาไว้สองที่ เขาเป็นพวกบูชาชาติตะวันตกและจะสั่งเฉพาะอาหารตะวันตกมากินเท่านั้น ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่ามันอร่อยตรงไหน

“ผมไปเปิดเอง” ซางเจียนเดินไปที่ประตูเหมือนทุกครั้ง ใส่เพียงเสื้อคุมนอนเท่านั้น

“ผมมาหาชาน หันตงครับ” นั่นมันเสียงของหลานยวี่นี่

“เปรตเอ้ย” ผมกระวีกระวาดใส่เสื้อผ้าแล้ววิ่งออกไปที่ประตู

หลานยวี่หันมามองผมนิ่ง ในดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความโกรธหากแต่เต็มไปด้วยความสับสน ซางเจียนหันไปจ้องหลานยวี่เขม็งด้วยสายตาเหยียดหยาม จากนั้นก็หันมายิ้มสั้นๆ ให้ผม ก่อนจะตรงกลับเข้าไปในห้องนอน

ผมอยากจะพาหลานยวี่ออกไปคุยกันข้างนอกแล้วปิดประตูล๊อกข้างในเอาไว้พลางพยายามไม่ทำสีหน้าตระหนก เขายังคงยืนนิ่งอยู่ข้างนอกในขณะที่ผมยืนอยู่ด้านใน

“ทำไมถึงมาตอนนี้? ไม่รู้จักโทรบอกก่อนรึไง?” ผมแสร้งขู่เขา

“ผมบอกคุณไว้ว่าผมจะมาหาตอนวันเสาร์หลังสอบเสร็จ” เขาพูดทุกคำอย่างหนักแน่น

“ยังไงนายก็ต้องโทรมาบอกฉันก่อน” ผมลืมไปเสียสนิทแต่ก็ยังแสร้งพยายามทำเหมือนว่ามันเป็นความผิดเขา

“ผมไม่คิดว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น...ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณกำลังยุ่งอยู่ งั้นผมกลับมหา’ลัยก่อนก็แล้วกันครับ” เขาชะงักชั่วขณะแล้วเดินจากไป

ผมอยากจะตามไปลากเขากลับมาแล้วอธิบายอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ยอมทำ คืนนั้นผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย ซางเจียนเย้ยหยันผมเรื่องที่ผมไม่ยอมจัดตารางเวลาของตัวเองให้ดี

หลังจากขาดการติดต่อกันไปเป็นเดือนผมก็ทนไหวอีกต่อไป ผมไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากหลิวซิงแต่อย่างใด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ทำ ผมเพียงแค่ไม่อยากให้ใครรู้ก็เท่านั้น แล้วก็เป็นหลานยวี่ที่โทรมาหาผมก่อน

“นายเป็นไงบ้าง?” ผมจะต้องคว้าโอกาสนี้เพื่อช่วงชิงเขาคืนมา

“ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกครับ” ตอนนี้เขารู้วิธีการพูดแบบปักกิ่งแล้ว

“นายยังสบายดีอยู่ใช่ไหม?” ผมถามอย่างนุ่มนวล

“อื้อ!”

“งานที่มหาวิทยาลัยยังวุ่นๆ อยู่ไหม?”

“ก็ไม่เชิงครับ”

“ฉันเป็นห่วงนายมาโดยตลอด....” ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเรื่องจริง แต่เป้าหมายผมก็คือพูดเพื่อชนะใจเขา

“..........”

“ปิดเทอมภาคฤดูร้อนใกล้ถึงแล้วยัง?”

“ครับ”

ผมรู้สึกว่าผมต้องทำอะไรมากกว่านี้ จะปล่อยให้วางสายไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นผมจึงเดินไปปิดประตูห้องทำงานแล้วเบาเสียงพูดลง

“ฉันคิดถึงนายนะที่รัก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ฉันเคยบอกให้นายเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง ถึงตอนนี้นายอาจกำลังเกลียดฉันเข้าไส้ แต่ฉัน.....” ผมถอนหายใจ “เรายังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นี่ นายไม่มีบ้านอยู่ที่นี่ฉันก็ซื้อบ้านให้นายอยู่ เห็นไหมว่าฉันดูแลนายเหมือนดั่งน้องชายคนเล็กเลย” ผมลื้อฟื้นบุญคุณนิดหน่อย

เขายังคงเงียบแต่ก็ยังไม่วางสาย ผมจึงพูดต่อไปว่า

“ตอนนี้ฉันอยู่ที่ “หมู่บ้านชั่วคราว” ตามลำพังนะ” ผมโกหก

ผมบอกเขาว่าหกโมงเย็นผมจะถึงบ้าน เขาไม่ได้รับปากอะไรแต่กลับบอกว่ามีเพื่อนคนอื่นรอโทรศัพท์ต่อจากเขาอยู่แล้วก็วางสายไป ผมไม่แน่ใจหรอกว่าเขาจะไปที่นั่นหรือไม่แต่ก็ตัดสินใจกลับไป “หมู่บ้านชั่วคราว” เร็วกว่าปกติ

ประมาณหนึ่งทุ่มเขาก็มาปรากฏตัวพร้อมด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมและกังวลเหมือนครั้งแรกที่ผมได้เจอ เขาเดินเข้าห้องมาแล้วนั่งลงบนโซฟา เราต่างก็อึดอัดใจกันทั้งคู่ ผมกำลังคำนวณหาวิธีการที่จะทำให้เขาผ่อนคลายให้ได้ เลยตัดสินใจเดินมานั่งที่โซฟาแล้วพยายามคิดว่าจะทำอะไรแก้เก้อดี

เขายื่นมือข้างหนึ่งมาที่ผม โดยไม่ได้มองหน้า เขาเพ่งสมาธิปลดเปลื้องเสื้อผ้าผมออกในทันที เพราะการรุกโดยไม่ได้ตั้งตัวของเขาทำให้ผมเองก็ทำตัวไม่ถูกไปเช่นกัน ผมจ้องไปที่ง่ามขาเขาซึ่งกำลังพองขึ้นโดยสัญชาติญาณ


หลังจากเปลื้องเสื้อผ้าผมออกเขาก็สาดจูบลงทั่วทั้งตัวผม ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเต็มไปด้วยการรอคอยและคำถาม ผมไม่สามารถควบคุมตัณหาของตัวเองได้อีกต่อไปจึงโผกอดเขาไว้อย่างเอาเป็นเอาตายแล้วจูบเขาราวกับคนคลั่ง ผมไม่เคยตื่นเต้นที่จะได้จูบใครสักคนเช่นนี้มาก่อนเลย ตามืดมัวจนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เราจูบกันนานจนแทบขาดอากาศหายใจ จากนั้นผมก็เริ่มโลมเลียไปทั่วทุกอณูของเขาซึ่งให้กลิ่นสบู่อ่อนๆ และกลิ่นตัวเฉพาะที่มีแต่ในชายหนุ่มเท่านั้น ผมอยากจะถูกไถมือไปทั่วๆ เรือนร่างเขาแต่มือผมกลับสั่นเทาเกินกว่าจะทำได้จึงได้แต่ควานคว้าอย่างแทบที่จะเรียกได้ว่าเสียมารยาทแล้วเกาะบ่าเขาไว้แผ่วเบา ผมก้มโอบปากรอบส่วนนั้นของเขาไว้ เห็นเขาสุขด้วยอย่างเงียบๆ ด้วยการหลับตาปี๋ ผมหยุดดูดดึงส่วนนั้นชั่วครู่แล้วเงยหน้าขึ้นมาหยิกแก้มเขาเบาๆ เขาลืมตาขึ้นมองผมอย่างเคร่งเครียดแต่ใคร่เสน่หา เลือดในกายผมเดือดปุดจึงเลื่อนตัวกลับลงไปดูดดื่มเจ้าชีวิตของเขาต่อ.....

“หันตง” จู่ๆ เขาก็ร้องเรียกชื่อผมออกมาเบาๆ สั้นๆ เสียงสั่นระริก

ผมถอนปากออกจากเขาแล้วใช้มือสอยรูดต่อในทันที ของเหลวอุ่นๆ ที่เต็มไปด้วยเมือกถูกฉีดพ้นออกมา.....จากนั้นผมก็จัดการตัวเอง

การร่วมรักระหว่างซางเจียนและหลานยวี่ยืนอยู่บนความเหมือนที่แตกต่าง สำหรับคนแรกนั้นมันดูเป็นกายภาพมากกว่าคนหลังที่ผมใช้ทั้งใจและกายผสานให้กับเขา

หลังจากค่ำคืนนั้นของเราเสร็จสิ้นลง หลานยวี่ก็บอกว่าเขาเหนื่อยและอยากจะพักผ่อนเหลือเกิน และตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่าเขาดูอิดโรยมากยิ่งนัก มันไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปีเลย ก่อนเขาจะหลับตาลง เขาได้แซวตัวเองไว้ว่าตอนนี้เขาโทรมจนดูไม่ต่างอะไรไปจากผีแล้ว หัวใจผมหล่นวูบลงทันที.....

**********

เช้าวันต่อมาผมไม่ได้ไปบริษัท หลานยวี่เองก็โดดเรียนเช่นกัน และมันยังเป็นวันที่เรามีปากเสียงกันแทบที่จะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรก

“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าซีเรียสให้มากนัก” ผมตะโกนลั่น

“ถ้างั้นทำไมคุณถึงซีเรียสขนาดนั้นละ?” เขาไม่ได้ขึ้นเสียง แต่คำพูดกลับตรงประเด็น

“ก็อย่างที่ฉันเคยพูดไป เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเราต้องอยู่กันอย่างมีความสุข ถ้าไม่อย่างนั้นก็ลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดซ่ะ” ผมเปลี่ยนเรื่อง นี่เป็นแค่การขู่เท่านั้น ผมรู้ดีว่านี่คือจุดอ่อนของเขา

“ขู่ผมอย่างกับผมเป็น.....” เขาอาจกำลังสรรหาคำพูดอยู่

“ฉันขู่เธอในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกัน เธอเป็นน้องเล็กของฉัน” ผมย้ำ “อย่าทำเป็นคิดมากเหมือนผู้หญิงหน่อยเลยน่า”

ผมอารมณ์เสียไปตลอดทั้งวัน หลานยวี่เองก็กลับไปที่มหาวิทยาลัยเลย ผมอดคิดไม่ได้ว่าเขาคิดว่าเขาเป็นใครกัน เขามันก็แค่เด็กคนหนึ่ง ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากผม แล้วกล้าดียังไงถึงมาสั่งผมแบบนี้? ผมไม่มีอารมณ์จะไปบริษัทเลยสักนิดเลยชวนเพื่อนสองสามคนไปร้องคาราโอเกะและหาไวน์จิบแล้วพาผู้หญิงไปมั่วด้วยสักสองคน จากนั้นเราก็ไปเล่นมาเจียงกันต่อสองสามรอบ ผมชนะมาร่วมสี่พันหยวน เราหาความสุขใส่ตัวไปเรื่อยๆ จนถึงตีสามของอีกวันหนึ่ง ผมสนุกจนลืมประสบการณ์อันเลวร้ายในวันนั้นไปหมดเลยล่ะ

ผมยังคงหาความสุขกับหลานยวี่อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งเราจะพากันไปที่ห้องใน “หมู่บ้านชั่วคราว” เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องในวันนั้นอีกเลย เราร่วมรักกันมากเท่าที่ใจเราปรารถนา หากโอกาสอำนวยผมก็จะขอเขาเข้าประตูหลังและเขาก็ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง

ผมว่าสิ่งที่แตกต่างกันมากที่สุดระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายนั้นคือ พวกผู้หญิงจะร่วมรักกับคุณเพราะท่วงท่ารีรา ความร่ำรวย และความคิดที่ว่าคุณสามารถพึ่งพาได้ สำหรับพวกเธอแล้วการหลับนอนกันก็เหมือนกับรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ชาย แต่สำหรับผู้ชายแล้ว พวกเขาร่วมรักกันก็เพราะรัก จึงต้องทำในสิ่งที่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

---------------

จบบทที่ 5 ละ รอกันมานาน อิอิ

พรุ่งนี้มีสอบ ผมไม่ได้มาโพสนะครับ มีอะไรจะพูดคุยกันก็เชิญได้ที่นี่เลยนะครับ ไม่ต้องเลี้ยวกลับไปพันทิพให้วุ่นวายแล้วก็ได้ครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Aekio เมื่อ Mon Aug 21, 2006 3:59 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
aphros
ตอบตอบเมื่อ: Thu Aug 17, 2006 8:33 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 17 Aug 2006
ตอบ: 3

อ่านจบแล้ว...
หายลงแดงไปวันนึง ^^"

ยังแปลได้ลื่นไหลเหมือนเดิมนะคะ
ยกเว้นแต่ตอนฉากนั้นน่ะแหละ ไปลองหา fiction Y อ่านเถอะค่ะ
ภาษาจะได้สวยขึ้น นี่เราอ่านไป หน้าแดงไป -เขินแทน-

ขอบคุณนะคะที่แปลให้อ่าน
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
kritjai
ตอบตอบเมื่อ: Fri Aug 18, 2006 1:40 am  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 18 Aug 2006
ตอบ: 4

ตามมาอ่านครับ ไปหลงอยู่ในเวปใหม่ของคุณเสียนาน
อยู่ในพันธ์ทิพย์ไม่ได้แสดงตัว หรือเป้นกำลังใจให้ (อายอ่ะ)
ทั้งๆที่แอบเข้าไปรออ่านทุกวัน กลัวโดนแซวด้วยครับ
เดียวเค้าจะรู้ว่าเป็น xyz 55 ขอบคุณมากน๊ะครับ ที่แปลให้อ่าน
แปลได้เนียนอ่านไม่สะดุดครับ ใหลลื่นดีมากครับ แต่..
ผมชอบการแปลฉากอย่างว่า ช่วงที่คุณโพสในพันธ์ทิพย์มากกว่าครับ
ดูคำมันจะสวยกว่าอ่ะครับ แต่อย่างไรก็ขอบคุณมากน๊ะครับ
สำหรับนิยายดีๆ ที่ได้คนแปลเก่งๆแบบคุณ ทำได้..สุดยอดมากเลยครับ Embarassed
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
Astharoshe
ตอบตอบเมื่อ: Fri Aug 18, 2006 2:42 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 15 Jan 2006
ตอบ: 4

Nathaelเองนะเอ

หมดหวังกับphpแล้วรึงาย

เอาเถอะ เอาไปโพสที่ไหนก็จะตามไปอ่าน

เรื่องภาษาหนังโป๊ของแกนี่พอเข้าใจนะว่าอยากรักษาต้นฉบับ เพราะมันมาแบบโจ๊งมาก ๆ เหอ ๆ แต่แหม คนไทยมันหน้าบางอะ อ่านแล้วอ๊าย ๆ เวลาแกแปลยังกลัวคนข้าง ๆ มาชะโงกดูเลยไม่ใช่เรอะ

ภาพพจน์ในเรื่องมันชัดเจนมากจนเห็นเป็น3Dเลยก็จริง แต่มันก็มีคำไวพจน์ที่ชัดเจนแต่ไม่กระดากหูอยู่เหมือนกันนา

ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 5 หรอก ไว้อ่านแล้วจะไปวิจารณ์หลังไมล์เอง เตรียมหูไว้รอได้เลย Twisted Evil
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
อย่าทำอย่างง้าน
ตอบตอบเมื่อ: Fri Aug 18, 2006 6:54 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 18 Aug 2006
ตอบ: 2

ตามมาอ่านๆ

บทบนเตียงเยอะแฮะ ตอนนี้ แต่ก็นะ คิดไว้แล้ว ^^
ไม่โพสท์ต่อที่พันทิบแล้วใช่ไหมคะ
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
SiNa
ตอบตอบเมื่อ: Fri Aug 18, 2006 7:15 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 18 Aug 2006
ตอบ: 4

Rdfaiz นะคะ
ในบอร์ดนี้ ขอใช้ SiNa ละกัน เพราะ Rdfaiz เป็นของเพื่อนน่ะค่ะ
ส่วน SiNa นี้ ของเราเอง

เมื่อกี้ที่อ่านๆ ตอนที่ 5
เห็นคำว่า "รีรา" ???? มันคือ "ลีลา" ไม่ใช่หรอคะ แก้ไขด้วยนะ

แล้วก็ เรื่องแซ่ของหันตงน่ะค่ะ ที่ดูจากหนัง รู้สึกว่าเค้าจะแซ่ "เฉิน" นะคะ
ไม่ใช่ "ชาน" เราก็ไม่แน่ใจนะ

วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนละกัน บ๊ายบาย
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
kritjai
ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 20, 2006 4:23 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 18 Aug 2006
ตอบ: 4

ผ่านไป 2 วัน แล้วครับ วันนี้จะได้อ่านหรือเปล่าครับ
รออ่านตอนต่อไปอยู่น๊ะครับ ขอบคุณครับ Embarassed
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
Astharoshe
ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 20, 2006 7:11 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
อ่อนหัดว่ะ!
อ่อนหัดว่ะ!


เข้าร่วม: 15 Jan 2006
ตอบ: 4

kritjai พิมพ์ว่า:
ผ่านไป 2 วัน แล้วครับ วันนี้จะได้อ่านหรือเปล่าครับ
รออ่านตอนต่อไปอยู่น๊ะครับ ขอบคุณครับ Embarassed


แฮะ ๆ สงสารคนแปลมันนิดะคะ อุปกรณ์ทำมาหากิน(โน๊ตบุ๊ค)มาหายไปอย่างนี้ อะไร ๆ ก็ติดขัดไปหมด แถมตอนนี้ยังต้องเร่งแปลต้นฉบับที่หายไปกับโน๊ตบุ๊คส่งสำนักพิมพ์ใหม่อีกรอบด้วย ต้องตระเวนไปอาศัยคอมทั้งของเพื่อน ของพี่ ของมหาลัยชีวิตช่วงนี้มันวุ่นวายที่เดียวค่ะ

แต่เขาสัญญาไว้แล้วว่าจะแปลให้จบแน่ ๆ รอนิดนะคะ เพราะถ้ามันบังอาจเบี้ยวเดี๋ยวจะช่วยไปจิกมาโขกสับให้ปั่นงานเป็นหนูปั่นจักรให้เองค่ะ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Mon Aug 21, 2006 6:40 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

ตอบโพสครับ

คุณ aphros ครับ
ขอบคุณสำหรับเรื่องคำผิดที่ส่งหลังไมค์ไปบอกนะครับ ผมแก้แล้วนะ อิอิ วันนี้เอามาลงอีกตอนเพื่อให้หายลงแดงไปอีกวันและนะครับ ติดตามกันต่อไปนะ

คุณ kritjai ครับ
ขำที่คุณบอกว่ากลัวเขาจะรู้ว่าเป็น x y z ถ้าเข้ามาเมนท์ ฮ่าๆๆๆ แบบนี้ผมเป็นคนแปลนี่ไม่แย่เหรอครับ เขาคงคิดว่าผมเป็น z y z กันหมดแล้วนะดิ เง้อ!!!
ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์นะครับ ผมเลยต้องเดินทางสายกลาง ไม่พยายามใช้คำให้หวือหวาหรือดูรุนแรงน้อยไปก็แล้วกัน อิอิ
อ้อ วันนี้เอามาลงให้ต่อแล้วนะ หลังจากหายไป 3 วัน หวังว่าคงไม่ว่ากันนะครับ

เจ้า Astharoshe
ยังไม่ได้หมดหวังกับ php หรอก แต่ขอหลบมาให้หายปวดหัวก่อนแล้วค่อยกลับไปสู้ใหม่ อิอิ จอบใจสำหรับคอมเมนท์นะ แล้วก็ขอบใจมากที่มาบอกเพื่อนๆ แทนเรา ตั้งใจว่าจะมาบอกวันนี้อยู่พอดีเลย

คุณ อย่าทำอย่างง้าน ครับ
อ่านเรื่องนี้ต้องทำใจละครับ เรื่องบมเตียงเยอะมาก ฮ่าๆๆๆ แต่อยากให้มองข้ามเรื่องนั้นไปแล้วจะพบว่าตัวเนื้อหาของมันสะท้อนสังคมและน่าคิดตามมากครับ
หลังจากมีเพื่อนๆ พูดถึงสีพื้นหลังซึ่งทำให้อ่านยากมามาก ผมจึงตั้งใจจะโพสที่พันทิพเฉพาะตอนที่โพสแล้วไม่ติดเซ็ยเซอร์นะครับ แต่ว่าตอนล่าสุดนี่ก็ยังติดเหมือนเดิม เลยกลับมาโพสที่นี่ที่เดียวเท่านั้นครับ ขอบคุณที่ตามมาติดตามต่อนะครับ

คุณ SiNa ครับ
สวัสดีชื่อใหม่ครับ อิอิ ขอบคุณเรื่องคำผิดด้วย แล้วก็เมนท์ในบอร์ดพันทิพนั่นด้วยนะครับ เอามาตอบตรงนี้ก็แล้วกันว่า Lan Yu มีดีวีดี ออกในไทยครับ ผมเห็นตามร้านชั้น 4 มาบุญครอง ลองไปหาดูนะครับ

โพสจากพันทิพ

คุณ lovelyorange ครับ
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะครับ มาตอนนี้คงต้องอวยพรใหม่เป็นขอให้ได้คะแนนดีๆ และปั่นงานให้ทันแล้วละครับ อิอิ ผมเองก็ขอให้สัมนาของคุณเต็มไปด้วยความสนุกสนานและการเดินทางท่องเที่ยวเองก็ขอให้ปลอดภัยด้วยนะครับ กลับมาแล้วเจอกันนะ

คุณ zatoru ครับ
ไว้จะส่งลิงค์ไปให้หลังไมค์นะครับ ขอบคุณที่ติดตามต่อครับ

คุณ b_t ครับ
ขอบคุณสำหรับคำติชมนะครับ แล้วก็ขอบคุณข้อเสนอเรื่องการใช้คำในฉากอย่างว่าด้วย ผมจะพยายามเดินทางสายกลางให้มากที่สุดนะครับ อิอิ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามและหวังว่าจะติดตามต่อไปด้วยนะครับ ขอบคุณจริงๆ ครับ

คุณ nidnoina ครับ
ขอบคุณที่มาช่วยเทียบชื่อภาษาจีนนะครับ ไว้ได้ชื่อที่แน่นอนแล้วจะมาประกาศเด้อ

คุณ เพราะดีนะ ครับ
ขอบคุณสำหรับลิงค์ (ที่คิดว่าเป็น) เนื้อเพลงแปลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เดี๋ยวผมจะจัดการแปลให้นะครับ อิอิ

เอาล่ะ หมดโพสแล้ว หลังจากนี้ก็เอาเป็นว่าผมจะขอประกาศอะไรหน่อยแล้วกัน
ผมอาจจะมาอัพเรื่องนี้ช้าหน่อย อย่างน้อยๆ ก็คงเป็นทุกวันเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะว่าผมติดต้นฉบับนิยายแปลอีกเรื่องให้กับทางสำนักพิมพ์ครับ ผมทำต้นฉบับนั้นหายไปพร้อมกับโนทบุ๊คเลยต้องเร่งแปลใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง แต่ยังไงซะผมก็จะยังคงแปลเรื่องนี้ต่อไปนะครับ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมปิดต้นฉบับเรื่องโน้นได้แล้วผมจะกลับมาแปลเรื่องนี้ต่ออย่างรวดเร็วครับ (อีกเรื่องที่ผมแปลเป็นนิยายเกาหลีแนวรักหวานแว๋ว ฮามาก - อันนี้คอนเฟิร์ม - แล้วก็ซึ้งด้วย ซึ่งต่างจากเรื่องหลานยวี่อย่างซึ่งเชิงเลยครับ ภาษาการเขียนก็ต่างกันมากเช่นกัน)

ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราไปต่อกันเลยดีกว่าครับ

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
Aekio
ตอบตอบเมื่อ: Mon Aug 21, 2006 6:42 pm  ตอบโดยอ้างข้อความ
DeViL gRouP
DeViL gRouP


เข้าร่วม: 09 Nov 2005
ตอบ: 50
ที่อยู่: กรงทองของเดวิล

ตอนที่ 6

หน้าร้อนย่างกลายมาอีกครั้งและยังถือเป็นหน้าโลว์ของธุรกิจหลายๆ ประเภทอีกด้วย แต่ก็ไม่ใช่สำหรับธุรกิจแฟชั่นหรอกนะ เพราะช่วงนี้ถือเป็นช่วงนาทีทองของธุรกิจประเภทนี้เลย ผมมีแผนการเด็ดๆ เตรียมไว้ว่าจะพาหลานยวี่ไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงเพื่อตรวจดูกิจการในแถบโน้น ผมทำถึงขั้นเข้าไปใส่ใจดูแลพวกที่ทำงานในสถานทูตเป็นพิเศษ และคนพวกนั้นก็สัญญากับผมไว้ว่าพวกเขาจะจัดการเรื่องหนังสือเดินทางของหลานยวี่ให้เสร็จภายในสามวันโดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินเรื่องผ่านทางมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แต่แล้วผมก็ต้องผิดหวัง ลองจินตนาการดูนะว่าผมคลั่งขนาดไหนตอนที่หลานยวี่บอกผมว่าเขาได้งานทำในช่วงปิดภาคการศึกษาฤดูร้อนนี้ ที่ไซต์งานก่อสร้างแล้ว

อากาศร้อนราวกับไฟโลกัณฑ์กำลังสาดฉายลงมาแผดเผาพื้นโลก ผมได้แต่กกดานตัวอยู่ในห้องตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ย่ำออกไปข้างนอกเลยสักนิด พยากรณ์อาการจากทางวิทยุส่งคลื่นเสียงมาว่าอากาศวันนี้ร้อนสามสิบแปดองศาแต่จริงๆ แล้วผมว่ามันมากกว่าสี่สิบซะอีก หลานยวี่ไปทำงานที่ไซต์ทุกวี่วันตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม เขาบอกว่าเส้นตายใกล้เข้ามาทุกขณะจึงต้องแบ่งคนออกเป็นสองกะโดยที่เขาทำงานในกะเช้า ถึงแม้ว่าตอนแรกหน้าเขาจะไม่ได้ขาวอะไรมาก แต่หลังจากที่ไปทำงานมาได้สองถึงสามวัน แดดร้อนฉ่าก็เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นชายผิวดำไปได้ ผมทนไม่ไหวจริงๆ จึงหาเรื่องทะเลาะกันอีกจนได้

“ไปทำงานนี่ทำไม? จบไปอยากเป็นคนงานก่อสร้างรึไง?”

“ก็ไปหาประสบการณ์จากไซต์งานไงครับ”

“แล้วค่าจ้างเป็นไง?”

“หนึ่งพันหยวนต่อระยะเวลางานสองเดือนครับ”

“หา! หนึ่งพันหยวนงั้นเหรอ!” ผมเหน็บแนม “โสเภณีในโรงแรมยังต่อได้น้อยๆ ก็สองพัน” ผมโพล่งออกไปอย่างไม่ทันคิด “อีกอย่างนะ งานนั่นน่ะคนเขาทำกันรึไง? สิบสองชั่วโมงต่อวัน ทำงานที่แจ้งในสภาพอากาศร้อนขนาดนี้” หลังจากเห็นว่าเขาไม่ยอมตอบอะไรจึงถามต่อ “ฉันให้นายไปสองหมื่นแล้วไม่ใช่รึไง? ไม่พอใช้งั้นเหรอ?”

“ผมตั้งใจไว้ว่าจะคืนเงินนั่นให้คุณ นี่คุณไม่ได้คิดว่าคุณจะกกผมได้ตลอดทั้งสองเดือนด้วยเงินเพียงแค่สองหมื่นหยวนนั่นหรอกใช่ไหม?” เขานี่มันอ่อนไหวเสียจริง

ผมอยากจะชกหมอนี่สักหมัด ทำไมถึงจองหองได้ถึงเพียงนี้นะ ผมโกรธจนเดือดไปทั้งตัวแล้ว “วอนหาเรื่องวางมวยกับฉันงั้นเหรอ คิดอะไรพล่อยๆ ไปหน่อยแล้วมั้ง”

เขาเงียบไปชั่วครู่ แล้วชักหางตาขึ้นมองผม “คุณยังไปตีไก่ที่โรงแรมอยู่เป็นประจำใช่ไหม?”

พระเจ้า! เด็กนี่ยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกเหรอ “ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนาย” ผมจ้องเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าจะว่ากันตามความจริง ผมไม่ได้ไปเจอซางเจียนมาเป็นเดือนแล้วเห็นจะได้

“ถ้างั้นก็อย่ายื่นจมูกเข้ามายุ่งกับงานของผมสิครับ”

งั้นก็จบเถอะ เขาบอกว่าเขายังอยากจะทำงานที่ไซต์นั่นต่อ ผมเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกลับมาอีก แต่เขาก็ยังคงกลับมาที่ “หมู่บ้านชั่วคราว” ทุกวัน เขาจะถึงบ้านตอนเกือบๆ ห้าทุ่ม ดูเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรงอย่างเต็มที่จนยากที่ผมจะนิยามเป็นคำพูดได้ หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็จะกอดเขาไว้แล้วเริ่มกระตุ้นเขา ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยแต่ด้วยความที่ยังเป็นวัยรุ่น เขาจึงรู้สึกเร้าได้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากจัดการภารกิจของเราสองคนไปได้สักพัก เขาก็จะอยากเสร็จเร็วๆ แล้วหลับไปหลังจากปลดปล่อยน้ำกามออกมาได้สองสามนาที ได้มองเขาเข้าสู่ห้วงนิทราสนิทเช่นนี้ทำให้ผมตอบหัวใจตัวเองไม่ได้จริงๆ ว่าผมนั้นสงสารหรือเกลียดเขากันแน่

วันหนึ่งหลังจากที่ผมกลับบ้าน ผมแอบเห็นสมุดบัญชีเงินฝากของหลานยวี่ซ้อนทับอยู่บนกองหนังสือของเขา บันทึกจำนวนเงินในสมุดบัญชียังคงมีอยู่สองหมื่นหยวนเต็มจำนวนจากตอนที่ผมให้เขาไป ไม่มีบันทึกรายการถอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ทำได้ดีนี่หลานยวี่ คิดว่าการไม่แตะต้องเงินของฉันจะทำให้ฉันเลื่อมไสในตัวนายรึไง สุดท้ายฉันจะได้เลิกยุ่งกับนายสินะ แต่ฉันเลือกที่จะเล่นเกมสวาทนี่ต่อไปโดยที่ไม่ต้องเสียแม้แต่แดงเดียว ฉันมันไม่ใช่สุภาพบุรุษอยู่แล้วนี่” ผมคิดทรามสนิท ที่ผ่านมาผมยังไม่เคยเดือดดาล “คนทำงาน”เช่นนี้มาก่อนเลย

คืนนั้นเขากลับถึงบ้านก่อนห้าทุ่ม สภาพดูไม่ดีนักพร้อมกับผ้าพันแผลที่พันไว้รอบๆ นิ้วของเขาอย่างไม่ค่อยประณีต เขาบอกว่าเขาโดนเศษแก้วบาด ผมไม่ได้พูดหรือแสดงอาการอะไรออกไปจนกระทั่งเขาออกมาจากห้องน้ำแล้วล้มตัวนอนลงบนเตียงผมถึงวางมือลงตรงหว่างขาของเขาแล้วเริ่มนวดคลึงและขยับมือขึ้นๆ ลงๆ

“หันตง วันนี้ผมเหนื่อยไม่ไหวแล้ว ไว้ค่อยเล่นกันพรุ่งนี้เถอะนะ” เขาวิงวอน

“ฉันคิดถึงนายมาตลอดทั้งวันเลย!” ผมทำเป็นไม่สนใจคำวิงวอนเขาแล้วสาดจูบต่อไป

เขานอนเงยหน้าหลับตาปรี๋ยอมให้ผมทำในสิ่งที่ต้องการ ผมสังเกตได้ว่าเขาเผลอหลับไปแล้วจริงๆ จึงจัดการเขย่าตัวเขาอย่างรุนแรง “ตื่นนะ เฮ้! ตื่นเดี๋ยวนี้ หลับไปแบบนั้นแล้วจะทำกันได้ไงละ”

พอเขาลืมตาขึ้นผมก็ประโลมจูบลงไปที่ริมฝีปากเขา เขาสนองจูบผมกลับ หลังจากนั้นพักหนึ่งลำลึงค์ของเขาก็ตั้งชูชันขึ้น ผมนั่งคุกเข่าถ่างขาลงบนหน้าเขาแล้วบอกให้เขาดูดกระเด้าดุ้นรักตรงหน้าซะ เขาทำอย่างเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว พอสังเกตได้ว่าผมยังทนต่อไหวจึงเสนอให้ผมเล่นประตูหลังของเขา

“ทำไมไม่สวนหลังผมละครับ?”

“ไม่เอา อยากรู้ว่านายจะทำให้ฉันแตกด้วยวิธีนี้ได้ไหม” ผมแหย่เขาขำๆ

ทันใดนั้นเขาก็กระโดดขึ้นยืนพลางเห็นลูกตุ้มพร้อมเข็มชันชี้กวัดแกว่งอยู่ตรงกลางระหว่างขา เขาจูบผมเคล้าหัวเราะ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ตัวเองดูน่ารักและมีเสน่ห์อย่างอ่อนโยน สองสามนาทีหลังจากนั้นเราทั้งคู่ก็ถึงจุดกระสันกันอย่างพร้อมเพียง

ผมตื่นขึ้นกลางดึกแล้วเดินตรงไปห้องน้ำ มองนาฬิกาข้อมือชี้บอกเวลาตีสองกว่าแล้ว ผมล้างหน้าล้างตาแล้วเดินกลับไปที่เตียงจากนั้นก็เขย่าตัวหลานยวี่ที่กำลังหลับใหลอยู่เบาๆ แล้วพลิกตัวขึ้นค่อมประกบร่างเขาเอาไว้ ในที่สุดเขาก็ตื่นขึ้นมา

“จะทำอะไรน่ะ?” เขาโพล่งออกมาอย่างเริ่มจะหมดความอดทน

“นอนไม่หลับน่ะ มาเล่นกันต่อสักพักเหอะนะ”

“ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ผมต้องไปทำงานแต่เช้านะ”

“นี่ก็ใกล้จะเจ็ดโมงเช้าแล้ว นอนตอนนี้ก็นอนได้ไม่เท่าไหร่แล้วละ”

“ยังมืดอยู่เลยนี่” เขาพูดพลางปักหน้าลงไปบนหมอนแล้วผลักผมออกเลื่อนตัวคู้นอน ผมลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์แล้วเปิดหนังโป๊ดูเสียงดังสุดขีดแล้วจุดบุหรี่สูบ แม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกได้เลยว่าตนคงบ้าไปแล้ว

เขาพลิกตัวไปมาแล้วก็ตื่นลุกขึ้นนั่งเพราะเสียงครางดังลั่นนั่น ตาจ้องไปยังโทรทัศน์อย่างงงงวยโดยไม่ใส่ใจที่จะสนใจผมแม้แต่น้อย

“สหายข้า เจ้ามันยังเด็กนัก เหตุใดจึงไม่ฮึกเหิมเหมือนดั่ง “สหายแก่” เพื่อนเจ้าคนนี้ ช่างน่าขายหน้าชะมัด ฤาเจ้าหมายจะทำให้กระบี่น้อยของข้ามีอันต้องตายด้านไป?” ผมแหย่เชิงเหน็บแนมเขา

เขาหาวพลางยิ้มอย่างปลงตกและเหนื่อยล้า เขาช่างเชื่องและแหย่ขึ้นง่ายเหลือเกิน อันที่จริงผมเพียงแค่แหย่เล่นเพื่อให้เขาคิดได้เท่านั้น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นผมซึ่งเป็นคนถูกกระตุ้นซ่ะเอง ผมปล่อยให้เขานอนดูโทรทัศน์บนตัวผมเพื่อผมจะได้กอดเขาได้ง่าย เขาเองก็ตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง มันง่ายกว่าการกระตุ้นผู้หญิงที่กำลังเหนื่อยเสียอีกนะนี่

เราพ้นพิษใส่กันภายในเวลาเพียงสองสามนาที

เราทั้งคู่ไม่สามารถกลับไปนอนต่อได้ เขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดขึ้น

“มืดจังเลยครับ”

“ก็มันเพิ่งจะตีสามนี่ ไปนอนต่อเถอะไป เดี๋ยวถึงเวลาแล้วฉันจะปลุกเอง”

“คุณนี่มันขี้ตู่จริงๆ...” เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วสบถสำนวนแบบปักกิ่งที่เขาเพิ่งได้เรียนรู้ออกมา

เราพูดคุยและดูโทรทัศน์กันต่อจนกระทั่งตีห้าเราถึงจะได้หลับลงอีกครั้ง เช้าวันต่อมา ผมเหมือนจะได้ยินเสียงเขาอาบน้ำเบาๆ สังเกตเห็นประตูห้องน้ำปิดสนิท สงสัยเขาคงกลัวว่าจะปลุกผมตื่น จากนั้นก็ได้ยินเขาเปิดประตูเบาๆ แล้วมุ่งหน้าออกจากบ้านไป

หลานยวี่กลับบ้านมาตอนห้าทุ่มครึ่งแล้ว ใบหน้าที่เคยงดงามของเขาตอนนี้ดูหยาบกระด้างและคล้ำลงมาก เขาบอกผมว่าเขาเผลอหลับไปบนรถประจำทางจนไปตื่นอีกทีก็ตอนถึงสถานีปลายทางแล้ว เขาจึงต้องนั่งแท็กซี่กลับมา ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่ผ่านมาเขาไปทำงานกับรถประจำทางตลอด เกลียดจริงๆ กับความหัวดื้อของเด็กคนนี้ เขาล้มตัวลงนอนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่า เหงื่อยังคงโทรมกาย เป็นอะไรที่น่ารังเกียจชะมัดยาด

“ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! ลุกขึ้นซี่! ไปอาบน้ำซะ! อย่ามาทำนิสัยไพร่ๆ แถวนี้นะ” ผมพูดพลางเอื้อมมือไปกระชากเขาขึ้นมา

เขาดูไม่พอใจสักเท่าไหร่ แต่ยอมเดินไปห้องน้ำทั้งๆ ที่ยังคงบ่นงึมงำอะไรบางอย่างอยู่ ไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้นเขาก็เดินออกมาแล้วล้มตัวลงบนเตียงอีกครั้ง ผมทนไม่ไหวแล้วจนในที่สุดก็ต้องตะโกนว่าเขาไป

“หลานยวี่ นี่มันไม่ตลกแล้วนะ เราเลิกกันเถอะ นายไปตั้งใจเรียน เป็นเด็กที่น่ายกย่องศรัทธราเหมือนเดิม ไม่ก็ไปหาแฟนสาวในมหาวิทยาลัยซะ แล้วก็เลิกสร้างความวุ่นวายให้ฉันได้แล้ว”

เขาบึ้งหน้าหน่อยๆ พลางเบิกตาขึ้นมองผมอย่างงงงันแล้วยกตัวขึ้นนั่งบนเตียง

“ถ้าอยากได้เงินก็ไปหาหลิวซิงซะก็ได้ เขาจะให้เงินนายเองล่ะ” ผมพยายามจะทำให้เขาเจ็บไปถึงทรวง

ดวงตาเขาแสดงความลำบากใจและสับสนอย่างชัดเจนแต่ยังคงไม่เปล่งเสียงใดๆ ออกมา

“ฉันมักจะเล่นเกมนี้ได้ไม่นานไปกว่าหนึ่งปีหรอก ตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกันมานานพอแล้ว ฉันเบื่อนายจนไม่รู้จะพูดยังไงดี” คงน่าขันไม่น้อยถ้าเขาตะคอกแล้วตบตีผมอย่างที่พวกผู้หญิงทำ

แต่เขากลับเงียบกริบ

“คืนนี้ฉันจะออกไปข้างนอก นายเก็บข้าวของของนายแล้วย้ายออกไปพรุ่งนี้เช้าซะ และอย่าได้คิดจะกลับมาอีกละ” ด้วยความที่เกรงว่าตัวเองจะเผลอหัวเราะออกไปเพราะตลกในสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ ผมจึงตัดสินใจไม่มองหน้าเขา ทำเพียงแค่เปิดประตูแล้วเดินออกไป จากนั้นก็ปิดมันดังปัง

ข้างนอกนี่ร้อนจนแทบจะละลาย แต่ผมก็มีความสุขเหลือเกิน ที่ได้ปลดปล่อยอะไรแบบนั้นออกไป ผมขับรถโดยมีจุดหมายอยู่ที่ถนน “หลิววาน” { 1; ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับถนนหลิววาน หรือ Sixth Ring Road} ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ แต่ยิ่งใกล้จุดหมายปลายทางมากขึ้นเท่าไหร่ ผมกลับยิ่งรู้สึกได้ว่าหัวใจหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น

**********

“เขายังคงทำงานที่ไซต์อยู่เลย” หลิวซิงบอกผมเพราะผมเคยวานให้เขาหาข่าวเกี่ยวกับหล่านยวี่ไว้

“ห่าเอ้ย! เด็กแบบนี้มันใกล้จะสูญพันธ์ไปหมดแล้วมั้ง”

“ลืมเด็กนั่นไปซะเถอะหันตง ถ้าเป็นผู้หญิงยังค่อยมีค่าพอให้คิดถึงหน่อย แกกำลังทำให้ความรู้สึกดีๆ ของแกเสียไปเปล่าๆ เพราะมัวแต่ทำตัวแบบนี้นี่ล่ะ” หลิวซิงสามารถประติดประต่อเรื่องได้แม้ว่าผมจะไม่ได้บอกอะไรเขาเลยก็ตาม

“ใครมีความรู้สึกดีๆ ให้เด็กนั่นมิทราบ? ฉันแค่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองยังไม่สามารถช่วยเด็กคนหนึ่งขึ้นมาจากตรมได้เท่านั้นเอง” ผมหัวเราะ พยายามทำเสียงเหมือนคนพูดพองกระพุ้งแก้ม

“ขุดเด็กนั่นขึ้นจากตรมมันไม่เห็นจะยากอะไรเลยนี่ว่ะ ก็แค่หารถให้มันสักคันแล้วก็ส่งไปหาอะไรสนุกๆ ทำที่อเมริกาซะ หรือไม่ก็หาของเล่นใหม่ให้เด็กนั่น คอยดูแล้วกันว่าเด็กนั่นจะยอมโผล่จากตรมไหม” หลิวซิงหัวเราะร่ากับมุกของตัวเอง

**********

ตั้งแต่ที่หลานยวี่จากไปผมก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่ “หมู่บ้านชั่วคราว” นั่น และไม่มีอารมณ์อยากที่จะไปนอนโรงแรมอีกเลย ผมกลับไปเยี่ยมบ้านประมาณสองสามวัน ดูเหมือนแม่จะสังเกตได้ว่าผมไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่นัก คืนนั้น หลังจากที่พ่อผู้ชราภาพของผมออกไปเยี่ยมเพื่อนที่ผ่านสมรภูมิรบมาด้วยกัน ส่วนเจ้าน้องสาวตัวดีของผมก็ออกไปเดท ผมถูกทิ้งให้อยู่ที่บ้านกับแม่และเอร็ดอร่อยไปกับการได้กิน “กะหล่ำผัดน้ำมัน” ฝีมือท่าน แล้วแม่ก็พูดขึ้นมาว่า

“ตง ทำไมจู่ๆ ลูกแม่ถึงอยากกลับมาค้างที่บ้านตั้งสองสามวันได้ละนี่?”

“เพราะผมคิดถึงแม่กับพ่อไงครับ!” ตั้งแต่เล็กจนโตผมจะแหย่ท่านอยู่เสมอเพื่อหวังที่จะให้ท่านมีความสุข

“เลิกกับแฟนสาวมาเหรอลูก?”

“เปล่าครับ เธอไม่มีทางยอมเลิกแน่แม้ว่าผมจะพยายามขับไล่ไสส่งก็ตาม”

แม่หัวเราะ ท่านรู้ดีว่าลูกชายที่ทั้งหล่อและรวยคนนี้ไม่มีทางประสบภาวะขาดผู้หญิงอย่างแน่นอน

“ได้ยินมาจากหลิวซิงว่าลูกคบเพื่อนสาวชื่อเซอยู่นี่”

“ใช่ครับ กำลังเกาะติดผมแจอยู่นี่ล่ะ”

“เมื่อวานนี้เฉินไห่ตงมาหาลูกอีกแล้วนะ เธอน่ารักใช่เล่นเลยล่ะ ตอนนี้พ่อของเธอกำลังหาเสียงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีกระทรวงการค้าระหว่างประเทศอยู่น่ะ”

“ทำไมแม่ถึงสนใจแต่ผู้หญิงคนนั้นนะ? ผมไม่อยากจะขายตัวเองเพื่ออำนาจบาดใหญ่แบบนั้น ข้างนอกยังมีผู้หญิงดีๆ อีกตั้งมากมายให้เลือก”

“ลูกอยากจะเลือกใครก็เรื่องของลูก แต่อย่าช้าไปกว่านี้เลย ลูกน่าจะก่อร่างสร้างครอบครัวของลูกเองได้แล้ว ดูอย่างเจ้าหลิวซิงสิ มันเยี่ยมมากเลยนะที่ได้มีครอบครัวเป็นของตัวเองน่ะ” พูดจบแม่ก็เดินกลับไปในครัวอีกครั้งเพื่อบอกแม่บ้านว่าต้องทำอะไรต่อไป ผมเผลอคิดถึงคำพูดของท่าน “ลูกอยากจะเลือกใครก็เรื่องของลูก” งั้นเหรอ?

แต่ถ้าผมเลือกที่จะปล่อยตัวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตไปกับหลานยวี่ มีหวังคงเป็นการฆ่าท่านทางอ้อมอย่างแน่นอน.....

เรื่องราวระหว่างผมกับหลานยวี่นับวันยิ่งน่าหัวร่อและเหลวไหลขึ้นทุกทีจนผมยังเคยเผลอคิดไปถึงคำงี่เง่าที่เรียกว่า “ความรัก” ด้วย ผมคงไม่ได้โง่เง่าจนถึงขั้นตกหลุมรักกับเด็กผู้ชายหรอกนะ? ผมค่อนข้างมั่นใจเลยว่าผมก็เป็นผู้ชายเหมือนคนปกติทั่วไป จะต่างก็เพียงแต่ที่ผมชอบเล่นเกมสวาทในหลายๆ รูปแบบเท่านั้นเอง ดังนั้นก็ปล่อยไปซะ ปล่อยให้เราทั้งคู่ต้องแยกกันไปอย่างนี้ ตัดไฟเสียแต่ต้นลมน่าจะดีกว่าทั้งกับเขาและตัวผมเอง แต่ผมก็ยังเลิกคิดถึงเขาไม่ได้อยู่ดี

---------------
ภาคขยาย

ถนน “หลิววาน” หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Sixth Ring Road เป็นถนนวงแหวนที่ไม่ได้หมุนเป็นรูปวงกลมแต่อย่างใด เพราะตัวถนนนั่นเริ่มต้นจากทางด่วนจิงไคในตอนใต้ แล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกาไปจนถึงทางเหนือสู่ชาเฮที่ทางด่วนบาดาลิง

----------------

จบตอนที่ 6 แล้ว อิอิ


แก้ไขล่าสุดโดย Aekio เมื่อ Mon Aug 21, 2006 7:47 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________

เรื่องแปลเรื่องใหม่ของผมครับ The Restricted ^^

Aekio คุงงั๊บ (อ่านว่าเอคิโอะ) รักนะจุ๊บๆ ^^
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
เรียงลำดับข้อความตอบจากก่อนหน้า:   
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง

อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
หน้า 1 จาก 3


ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
:: DEVIL WRITER ::  ~  Fic แปล

สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ


 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน




Template: Ad Infinitum